Vipassana - Mindfulness Meditation, Bangkok, Thailand

Vipassana - Mindfulness Meditation, Bangkok, Thailand

menu

[ หน้าแรก คำนำ ]
[ ปัญหาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ]
[ ภาคปริยัติ (ทฤษฎี) - พื้นฐานหลักธรรมของชีวิต ]
[ ประวัติกรรมฐานในสมัยพุทธกาล ]
[ ประวัติกรรมฐานในประเทศไทย ]
[ หลักฐานอ้างอิงของ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในพระไตรปิฎก และคีมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ]
[ ตารางเปรียบเทียบ วิปัสสนากรรมฐาน รูปแบบบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ กับ มหาสติปัฏฐานสูตร ๒๑ บรรพ ]
[ ตารางเปรียบเทียบ กรรมฐานในสมัยพุทธกาล, วิปัสสนาญาณ ๑๖, วิสุทธิ ๗, ไตรสิกขา และอริยมรรคมีองค์ ๘ ]

[ ***ประโยชน์ของ การเจริญสติปัฏฐาน (วิปัสสนากรรมฐาน) ตามแนวของพระพุทธศาสนา ๓๑ ประการ - ฺฺBENEFITS OF VIPASSANA MINDFULNESS BUDDHISM MEDITATION ]

[ ***ประโยชน์ของ การเจริญสติ / สติคลายเครียด ตามแนวของจิตวิทยาทางการแพทย์ ๓๑ เรื่อง - BENEFITS OF MINDFULNESS in PSYCHOLOGY AND NEUROSCIENCE ]
[ ภาคปฏิบัติ และ เทคนิค ในวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ]
[ *****วิปัสสนาญาณ ๑๖ - เส้นทางและเป้าหมายของวิปัสสนากรรมฐาน ในรูปแบบกำหนด พองหนอ ยุบหนอ ]
[ ปัจจัยที่ทำให้ วิปัสสนาญาณ ๑๖ ก้าวหน้า ]
[ ภาคปฏิเวธ ]

[ ประวัติ / ประสบการณ์การสอนวิปัสสนา เจริญสติ และการบรรยายของ อ.อณิวัชร์ เพชรนรรัตน์ - ผู้ก่อตั้ง ชมรมศูนย์เจริญสติ ]
[ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ แก่ ชุมชนรอบวัดและประชาชนทั่วไป ]
[ ประวัติแม่ชีบุญมี เวชสาร - วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร กรุงเทพฯ วิปัสสนาจารย์ สายพองยุบ ศิษย์ของ พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภะมหาเถระ สำนักวิเวกอาศรม จ.ชลบุรี ]
[ ประวัติการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานของ แม่ชีบุญมี เวชสาร ]

[ เปิดสอน - 1.1 การเจริญสติ พัฒนา โรคทางใจ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR MENTAL DISORDERS and SUFFERINGS เช่น โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder - MDD) โรคซึมเศร้าหลังคลอดลูก (PostPartum Depression (PPD) โรคย้ำคิดย้ำทำ(Obsessive Compulsive Disorder - OCD) โรคเครียด(Stress Reduction) โรควิตกกังวล(General Anxiety Disorder - GAD) โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (posttraumatic stress disorder - PTSD) โรคสมาธิสั้น (Attention deficit hyperactivity disorder - ADHD) การเจ็บป่วยเรื้อรัง โรคนอนหลับยาก โรคโกรธง่าย และโรคทางใจอื่นๆ ด้วยหลักเจริญสติ ผสมผสานกับ หลักการและแนวคิดเพื่อพัฒนาปัญญา/สมอง ]

[ เปิดสอน - 1.2 การเจริญสติ ช่วยบรรเทา ลด ละ การติดยาเสพติด และป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR DRUG ADDICTED AND RELAPSE PREVENTION ]

[ เปิดสอน - 2. การเจริญสติ พัฒนานิสัยอารมณ์ตนเอง, ปัญหาการทำงาน/อาชีพ และ ปัญหาในครอบครัว - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR SELF, CAREER AND FAMILY HAPPINESS ]

[ เปิดสอน - 3. การเจริญสติ พัฒนาการเรียน สำหรับ นักเรียน และ นิสิต – MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR STUDENT EDUCATION ]

[ เปิดสอน - 4. การเจริญสติ พัฒนาการสอน/เลี้ยงลูก สำหรับ คู่สามีภรรยา – MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR CHILD TEACHING & PARENTING PREPARATION ]

[ เปิดสอน - 5. การเจริญสติ พัฒนาสมอง/ความจำ สำหรับ ผู้เกษียณ และ ผู้สูงอายุ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR RETIRED AND ELDERLY ]

[ เปิดสอน - 6. การเจริญสติ พัฒนานิสัยอารมณ์ /ปัญญา/ เป้าหมายของการบวช/ ไตรสิกขา เพื่อเป็นคนดีของครอบครัว ที่ทำงาน และสังคม สำหรับ พระภิกษุบวชใหม่ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR NEW BUDDHIST MONKS ]

[ 7. สนับสนุนสร้าง ศูนย์เจริญสติ - วิปัสสนากัมมัฏฐาน ประจำวัด และ ถวายสอน วิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อสร้าง พระวิปัสสนาจารย์ - VIPASSANA MINDFULNESS MEDITATION CENTER IN A TEMPLE AND VIPASSANA MEDITATION MASTER FOR MONKS ]

[ 8. กิจกรรมแนะนำ และ สนับสนุนพัฒนาวัด เพื่อสร้าง แผนกปริยัติ ปฏิบัติ และ งานเผยแผ่ แก่ชุมชน - TEMPLE DEVELOPMENT CONSULTANT AND SUPPORT FOR KNOWLEDGE THEORY SECTION, PRACTICE SECTION AND BUDDHIST DISSEMINATION FOR COMMUNITY SERVICES ]

[ 9. VIPASSANA MINDFULNESS MEDITATION IN BANGKOK FOR FOREIGNERS TO DEVELOP SELF TEMPER/EMOTION, WORK/CAREER AND FAMILY HAPPINESS FOR FREE AS PUBLIC SERVICES AND BUDDHIST DISSEMINATION ]

[ 10. MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT AT WORK - การเจริญสติ/ปัญญา ในที่ทำงาน เพื่อพัฒนาบุคลากรในองค์กร ให้เกิดความสุข ปัญญา พัฒนาการทำงาน ปรับปรุงนิสัยตนเอง และ สร้างความสุขในครอบครัว ]

[ 11. MINDFULNESS AT SCHOOL - การเจริญสติใน โรงเรียน แก่ครู เพื่อสอนนักเรียน ในการพัฒนาการเรียน นิสัย ปัญหาครอบครัว สังคมเพื่อน และอนาคต ให้เกิดความสุข / ปัญญา ]

[ 12. CASE STUDIES FOR MENTAL DISORDER BY MINDFULNESS MEDITATION - กรณีศึกษา : ผู้เข้ารับการฝึกเจริญสติ เพื่อบรรเทาช่วยเหลือ โรคทางใจ เช่น โรคแพนิค โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคเครียด โรคนอนหลับยาก โรคย้ำคิดย้ำทำ นอนหลับยาก ]

[ 13. กิจกรรมบริจาคทาน ของ ชมรมศูนย์เจริญสติ วัดลาดพร้าว ]

[ ALMA MATER and EXPERIENCES BACKGROUND OF VIPASSANA MEDITATION TEACHER ]


ภาคปฏิบัติ และ เทคนิค ในวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

วิปัสสนากัมมัฏฐานฝึกในรูปแบบ ๓ วิธี

๑.  นั่งสติ/สมาธิ (ท่าจำเป็นในการฝึกเบื้องต้น)
๒.  เดินจงกรม
๓.  การเจริญสติในระหว่างวัน (อิริยาบถย่อย) - มีความสำคัญเพื่อใช้ในชีวิตจริง

การปฏิบัติจะเริ่มฝึกด้วยการเดินจงกรม ซึ่งฝึกได้จากทั้ง การเดินจงกรมช้าและเร็ว  ๒ วิธี
 
๑.  การเดินจงกรม (แบบช้า และแบบเร็ว)

    ๑.๑  การเดินจงกรมช้า(ค่อยๆ เคลื่อนไหว) ๓๐ นาที
            วิธีเดินจงกรมช้าเป็นที่นิยมของการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานรูปแบบพองยุบ ซึ่งมีการสอนตาม บูรพาจารย์ที่ถ่ายทอดกันมา ในสถานที่ปฏิบัติที่เงียบสงัด ด้วยการเดินจงกรมให้ช้าที่สุดและ กำหนด อิริยาบถย่อยให้ละเอียดที่สุดเช่น ขณะก้มลงกราบพระรัตนตรัย ขณะทานอาหาร เดิน อาบน้ำ เป็นต้น  การกำหนดเดินจงกรมช้า ๖ ระยะมีวิธีการปฏิบัติด้วยการกำหนดอารมณ์ภายในและภายนอก ดังนี้

๑)  กำหนดอารมณ์หลักของการเดินจงกรม ๖ ระยะ(อารมณ์ภายใน)
(๑)      กำหนด ยืนหนอ ก่อนเริ่มเดินจงกรม ๑ ครั้ง ด้วยท่ายืนตรง จับมือด้านหน้า หรือด้านหลัง แต่ความรู้สึกต้องอยู่สติระลึกรู้อาการยืนจริงๆ ไม่ใช่ติดอยู่กับคำบริกรรม โดยอย่าจม นิ่ง หรือแช่อยู่กับยืนหนอ นานเกินไป เพียงระลึกรู้อาการยืนพร้อมกับกำหนดขณะจิตเดียว จากนั้นให้เตรียม กำหนดต้นจิตว่า อยากเดินหนอ ต่อไปทันที
(๒)      กำหนด อยากเดินหนอ ๑ ครั้ง ที่ต้นจิตบริเวณภายในกลางหน้าอกเพียงขณะเดียว จากนั้นเคลื่อนย้ายหรือส่งความรู้สึกลงไปที่ ฝ่าเท้าซ้าย(ถ้าเริ่มเดินด้วยเท้าซ้าย) และขวา(ถ้าเริ่มเดินด้วยเท้าขวา) เพื่อเตรียมกำหนดการเดิน จงกรมระยะที่ ๑ ต่อไป
(๓)      เดินระยะที่ ๑ (ซ้ายย่างหนอ – ขวาย่างหนอ) ด้วยการส่งความรู้สึกให้อยู่กับการระลึกรู้อาการเคลื่อนไหวของฝ่าเท้าที่เคลื่อนไปจริง พร้อมกับกำหนด เบาๆ สั้นๆ ว่า ซ้ายย่างหนอ หรือขวาย่างหนอ ตามฝ่าเท้าของข้างที่เคลื่อนจากจุดเริ่มขยับไป จน ฝ่าเท้าเหยียบพื้น
(๔)      เดินระยะที่ ๒ (ยกหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกำหนดความรู้สึกของฝ่าเท้าที่ยกขึ้น ๑ ขณะ พร้อมกับกำหนดเบาๆ สั้นๆ ว่า ยกหนอ แล้วกำหนดความรู้สึกของฝ่าเท้าที่เคลื่อนไปเหยียบถึงพื้นว่า เหยียบหนอ
(๕)      เดินระยะที่ ๓ (ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกำหนดความรู้สึกของเท้าที่ยกขึ้น ๑ ขณะว่า ยกหนอ แล้วกำหนดความรู้สึกของฝ่าเท้า ที่เคลื่อนย่างไปว่า ย่างหนอ ๑ ขณะ จากนั้นกำหนดความรู้สึกของอาการเคลื่อนฝ่าเท้า ลงเหยียบ ถึงพื้นว่า เหยียบหนอ อีก ๑ ขณะ
(๖)      เดินระยะที่ ๔ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - เหยียบหนอ) ด้วยการกำหนดอาการเคลื่อนขณะยกส้นเท้าว่า ยกส้นหนอ, ยกฝ่าเท้าขึ้นจากพื้นว่า ยกหนอ, ย่างฝ่าเท้าไปข้างหน้าว่า ย่างหนอ และเคลื่อนฝ่าเท้าเหยียบลงถึงพื้นว่า เหยียบหนอ
(๗)      เดินระยะที่ ๕ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ) ด้วยการกำหนดอาการเคลื่อนขณะยกส้นเท้าว่า ยกส้นหนอ, ยกฝ่าเท้าขึ้นจากพื้นว่า ยกหนอ, ย่างฝ่าเท้าไปข้างหน้าว่า ย่างหนอ, เคลื่อนฝ่าเท้าลงครึ่งหนึ่งแต่ยังไม่ถึงพื้นว่า ลงหนอ และเคลื่อน ฝ่าเท้าลงสัมผัสพื้นว่า ถูกหนอ
(๘)      เดินระยะที่ ๖ (ยกส้นหนอ - ยกหนอ - ย่างหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ  - กดหนอ) ด้วยการกำหนดอาการเคลื่อนขณะยกส้นเท้าว่า ยกส้นหนอ, ยกฝ่าเท้าขึ้นจากพื้นว่า ยก หนอ, ย่างฝ่าเท้าไปข้างหน้าว่า ย่างหนอ, เคลื่อนฝ่าเท้าลงครึ่งหนึ่งแต่ยังไม่ถึงพื้นว่า ลงหนอ, เคลื่อนปลายฝ่าเท้าด้านหน้าลงแตะสัมผัสพื้นว่า ถูกหนอ และวางฝ่าเท้าทั้งหมดลงสัมผัสพื้นว่า กดหนอ
          โยคีใหม่จะเริ่มฝึกด้วยการเดินจงกรมระยะที่ ๑ และอย่าเดินระยะอื่นตามใจตนเอง เมื่อโยคี ปฏิบัติได้ดีแล้ว วิปัสสนาจารย์จะเป็นผู้แนะนำให้เดินระยะอื่นตามความเหมาะสมแก่โยคีเท่านั้น
(๙)      กำหนด ยืนหนอ ๑ หรือ ๓ ครั้ง เพื่อเตรียมตัวหมุนขยับร่างกายกลับ
(๑๐)     กำหนด อยากกลับหนอ ๑ หรือ ๓ ครั้ง ที่ต้นจิตภายในกลางหน้าอก แล้วเคลื่อนย้ายความรู้สึกลงไปที่ ฝ่าเท้าซ้ายหรือขวา เพื่อเตรียมขยับฝ่าเท้ากลับ ๓ คู่
(๑๑)     กำหนด กลับหนอ ของอาการเคลื่อนหมุนกลับของฝ่าเท้าซ้าย(ถ้าหมุนไป ด้านซ้าย) หรือขวา(ถ้าหมุนไปด้านขวา)  แล้วเคลื่อนเท้ากลับไปทีละ ๓ คู่ (กลับหนอ - เท้าซ้าย, กลับหนอ - เท้าขวา) จนหมุนตัวกลับหลังหันครบ ๑๘๐ องศา
(๑๒)     กำหนด ยืนหนอ ๑ หรือ ๓ ครั้ง ด้วยการระลึกรู้อาการยืนของร่างกาย เพื่อ เตรียมกำหนด อยากเดินหนอ ต่อไป
(๑๓)     กำหนด อยากเดินหนอ  ๑ หรือ ๓ ครั้ง ด้วยการส่งความรู้สึก ย้ายมาที่ ภายใน กลางหน้าอกเพื่อกำหนดต้นจิต แล้วเคลื่อนความรู้สึกลงไปที่ฝ่าเท้า เพื่อกำหนดเดินต่อไป

๒)  กำหนดอารมณ์อื่นๆ และอารมณ์ภายนอก
              วิธีการกำหนดอารมณ์อื่นๆ เช่น คิดหนอ ยินหนอ เย็นหนอ ร้อนหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ เป็นต้น ที่อาจเกิดแทรกขึ้นในขณะเดินจงกรม ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ พุทโธ หรือ พองยุบ มี ๒ วิธี ดังนี้
              วิธีที่ ๑ คือเมื่อมีอารมณ์อื่นปรากฎขึ้นในระหว่างเดินจงกรม ให้โยคีหยุดเดิน ด้วยการ กำหนดอารมณ์นั้น จนกว่าอารมณ์นั้นจะดับหายไปก่อน ถึงจะเริ่มขยับเดินต่อไป
              วิธีที่ ๒ คือเมื่อมีอารมณ์อื่นปรากฎขึ้น ไม่ต้องหยุดเดิน ให้โยคีเพียงกำหนดอาการ เคลื่อน เท้าเดินต่อไปเป็นปกติตามระยะของการเดินจงกรม  ถ้ามีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้น ให้โยคีกำหนดอารมณ์นั้น แล้วกลับมากำหนดอารมณ์หลักของการเดินจงกรมต่อไป โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดอาการเคลื่อน เท้า 
              วิธีที่ ๑ ที่ให้หยุดเดิน เพื่อให้อารมณ์อื่นที่แทรกขึ้นหายไปก่อน จึงเริ่มเดินต่อนั้นเป็นวิธีที่นิยม ใช้ฝึกฝนตามรูปแบบบริกรรมพองยุบ เพียงแต่อย่าให้โยคีหยุดกำหนดและให้กำหนดจนกว่า อารมณ์นั้น จะดับหายไป  วิธีหยุดเดินนี้คือบางครั้งจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ เนื่องจากเป็นการนำโยคีกลับไปสู่ อารมณ์บัญญัติหยาบเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทำให้ขาดการกำหนดอย่างต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ  ส่วนการกำหนด โดยไม่หยุดเดิน แม้ว่าจะกำหนดได้ไม่ง่าย แต่เป็นการเกื้อหนุนต่อการเจริญสติปัฏฐาน หรือ วิปัสสนากัมมัฏฐาน เพราะทำให้เกิดความต่อเนื่องของการกำหนด ซึ่งจะช่วยให้ป้องกัน การแทรกแซงหรือการเบี่ยงเบนของอารมณ์ในขณะเช่น การบังคับหยุด อาการเคลื่อนเท้าลง และความรู้สึกของเท้าที่กระทบพื้น โดยมิได้กำหนดที่อาการตามความเป็นจริงของการเคลื่อนเท้าว่า หยุดหนอ, ลงหนอ หรือถูกหนอ
              ทั้ง ๒ วิธีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่จากประสบการณ์ของการสอนพบว่า การไม่หยุดเดิน มักจะได้ผลดีกว่าการหยุดเดิน  ฉะนั้นในขณะเดินจงกรม หากมีอารมณ์อื่นชัดเจนเกิดขึ้น ให้กำหนด อารมณ์นั้นด้วย แล้วกลับมากำหนดอารมณ์หลักต่อไป โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือ หยุดเคลื่อนเท้า ลงกับพื้น
              ตัวอย่างการกำหนดโดยไม่ต้องหยุดเดินเช่น ในขณะกำหนดเดินระยะที่ ๓ (ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ) หลังจากกำหนด ยกหนอ แล้วเกิดมีความคิดแทรกขึ้น ให้กำหนด คิดหนอ ทันที โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดย่าง และให้เคลื่อนเท้าย่างต่อไปตามปกติ  เมื่อความคิดหายไปแล้ว ให้เคลื่อนความรู้สึกกลับมากำหนดการเดินต่อ ไม่ว่าจะเป็นระยะใด ให้กำหนดระยะนั้นได้ทันที ตามความเป็นจริง  ถ้าย้ายกลับมาแล้วเป็นระยะเหยียบหนอ ให้กำหนด เหยียบหนอ ทันที โดยข้ามการกำหนด ย่างหนอ ไป ๑ ระยะ  สำหรับกรณีที่กำหนดความคิด แล้วความรู้สึกกลับมาที่เท้า ปรากฎว่าได้ผ่านเลยการกำหนดไปแล้ว ๒ ระยะ(ย่างหนอ และ เหยียบหนอ) ก็ให้กำหนดระยะต่อไป ได้ทันทีคือ ยกหนอ โดยข้ามการกำหนดไป ๒ ระยะ เพื่อให้การกำหนดเกิดความต่อเนื่องเป็นธรรมชาติ ไปเรื่อยๆ จนครบเวลา
              วิธีกำหนดโดยไม่หยุดเดินช่วยทำให้เกิดสติปัฏฐานจดจ่อไปที่อารมณ์(รูปนาม) ด้วยความ ต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้เห็นการเกิดดับของอารมณ์(รูปนาม)ได้เร็ว แล้วนำเข้าสู่การปฏิบัติ ทำให้เกิดอารมณ์ปรมัตถ์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดวิปัสสนาญาณเบื้องสูงตามลำดับ โดยนำไปสู่ เป้าหมายสูงสุดของวิปัสสนากัมมัฏฐานคือการนำพาจิตเคลื่อนลงสู่อารมณ์พระนิพพานในที่สุด
              การกำหนดอารมณ์อื่นๆ และอารมณ์ภายนอก ที่อาจเกิดขึ้นในขณะเดินจงกรมเพื่อใช้ ฝึกกำหนด เกิดขึ้นได้ทางทวาร ของตา หู จมูก กาย และใจ(ไม่มีทางลิ้น เพราะโยคีไม่ได้ทานอาหาร ในขณะเดิน) มีดังนี้
(๑)      กำหนด ยินหนอ ต่อเสียงที่เกิดขึ้นทางหู  เมื่อจิตได้รับคลื่นเสียง ไม่ว่าจะเป็นคลื่นเสียงในระดับใดเช่น คลื่นเสียงเบาจนถึงดัง ทุ้มไปถึงแหลม และเสียงเป็นจุดหรือ เสียงเกิดดังต่อเนื่อง  ล้วนแต่มีค่าเท่ากันหมด เพราะมันเป็นเพียงคลื่นเสียงหรืออารมณ์หนึ่งเท่านั้น
            ในขณะกำหนด ให้ย้ายความรู้สึกจริงๆ ไปแตะเบาๆ ตรงเสียงที่กำหนดว่า ยินหนอ สั้นๆ เบาๆ โดยไม่คิดหรือปรุงแต่งไปกับเสียง แล้วย้ายไปกำหนดอารมณ์ใหม่ชัดเจนต่อไปจนครบเวลา  ถ้ากำหนดยินหนอแล้วหลงไปกับเสียงหรือมีภาพของเสียงปรากฎขึ้น ให้กำหนดทันทีว่า คิดหนอ โดยไม่ให้แช่หรือจมอยู่กับความคิดจนขาดการกำหนดไปชั่วขณะ
(๒)      กำหนด เห็นหนอ ต่อภาพที่เกิดขึ้นทางตา  เมื่อจิตได้รับภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพใหญ่ กลาง หรือเล็ก ล้วนแต่มีค่าเท่ากันเพราะเป็นเพียงภาพหรืออารมณ์หนึ่งเท่านั้น  แต่ในขณะเดินจงกรม อย่ากำหนดเห็นหนออย่างเดียวมากจนเกินไป ให้โยคีกำหนดเห็นหนอ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าจะเกิดการเห็นตลอดเวลาที่เดินก็ตาม
(๓)      กำหนด กลิ่นหนอ ต่อกลิ่นที่เกิดขึ้นทางจมูก  เมื่อจิตได้รับกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นหอม ชื้น อับ หรือเหม็น ล้วนแต่มีค่าเท่ากัน เพราะเป็นเพียงกลิ่นหรืออารมณ์หนึ่งเท่านั้น
(๔)      กำหนด เย็นหนอ ต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นทางกาย  เมื่อจิตได้รับรู้ การกระทบของลมที่พัดมาถูกตัว แล้วทำให้รู้สึกเย็นในขณะเดิน หรือกำหนดร้อนหนอ ถ้าหากรู้สึก ร้อนที่ร่างกาย
(๕)      กำหนด คิดหนอ ต่อความคิดที่เกิดขึ้นทางใจ  เมื่อจิตเกิดความคิด ไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องใดๆ ล้วนแต่มีค่าเท่ากัน เพราะเป็นเพียงความคิดทางใจ หรืออารมณ์หนึ่ง เท่านั้น
(๖)      กำหนดอารมณ์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น คันหนอ เมื่อยหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ ง่วงหนอ เบื่อหนอ กลัวหนอ นิ่งหนอ มึนหนอ หรือ รู้หนอ(สำหรับอารมณ์ที่ไม่รู้จะเรียกอย่างไร แล้วมาถามวิปัสสนาจารย์ว่ากำหนดถูกไหม) 
              สรุปวิธีของการกำหนดขณะเดินจงกรมช้า จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดอารมณ์หลัก ของการเดินระยะที่ ๑ (ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ) โดยความรู้สึกของโยคีจะต้องน้อมไปที่ อาการเคลื่อนไหวของเท้าจริงๆ และอย่า่แช่ จม หรือแนบแน่นจนเกินไป เพราะขณะใดที่มีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้นชัดเจน ให้กำหนดอารมณ์นั้นๆ ด้วย เช่น ยินหนอ เย็นหนอ ร้อนหนอ คิดหนอ เมื่อยหนอ เบื่อหนอ ง่วงหนอ ปวดหนอ เห็นหนอ กลิ่นหนอ นิ่งหนอ มึนหนอ รู้หนอ เป็นต้น 
              ถ้ากำหนดแล้วอารมณ์นั้นดับหายไป ให้เคลื่อนย้ายความรู้สึกกลับมากำหนดที่ อาการเดิน ต่อไปไม่ว่าจะอยู่ระยะใดก็ตาม โยคีเพียงกำหนดตามความรู้สึกจริงว่าเป็นระยะ ยกหนอ หรือ ย่างหนอ หรือ เหยียบหนอ หรืออะไรก็ตาม โดยไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดอาการเคลื่อนเท้า

    ๑.๒  การเดินจงกรมเร็ว (ฝึกง่ายสำหรับคนในเมืองและผู้ต้องทำงานระหว่างวัน) ๓๐ นาที
              การเดินจงกรมเร็วเหมือนเดินปกติเป็นรูปแบบของสายพุทโธที่นิยมใช้ฝึก ซึ่งการกำหน ด เดินเร็ว ช่วยให้จิตคุ้นเคยกับการเจริญสติได้ดีในอิริยาบถต่างๆ และเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ ในชีวิตประจำวันเพื่อควบคุม โมหะ โลภะ โทสะ ทางความคิด คำพูด หรือการกระทำ ไม่ว่าจะเป็น ขณะเดินในตลาด, เดินในห้างสรรพสินค้า, ทุกที่ของการทำธุระ, ซื้อข้าวของหรือในสถานที่ทำงาน
              การเดินจงกรมสามารถฝึกได้อีกวิธีหนึ่ง ด้วยการเดินความเร็วปกติ พร้อมกับการกำหนด อารมณ์ ๒ ประเภท คือ อารมณ์หลัก และอารมณ์รองอื่นๆ  ดังนี้

๑)  กำหนดอารมณ์หลัก ๗ ประเภท (ให้กำหนดด้วยจิต สั้นๆ บางๆ และ เบาๆ)
              (๑)   กำหนด ยินหนอ ทางหู (กำหนดเสียงหรือคลื่นเสียงต่างๆ ในทุกระดับประเภท โดยไม่เลือกแต่เฉพาะเสียงแหลม หรือดัง) เสียงจะวิ่งมาหาเราเอง อย่าออกไปหาหรือรอเสียง
              (๒)   กำหนด กลิ่นหนอ ทางจมูก(กำหนดทุกกลิ่นที่มากระทบไม่ว่า หอมหรือเหม็น โดยไม่กำหนดว่า หอมหนอ หรือเหม็นหนอ)
              (๓)   กำหนด เย็นหนอ ทางกาย(กำหนดลมที่พัดมากระทบตัว) หรือ ร้อนหนอ ถ้ารู้สึกร้อนที่ร่างกาย
              (๔)   กำหนด เห็นหนอ ทางตาขณะเดียว(กำหนดภาพที่เห็นทันที ไม่ว่าภาพใหญ่ กลาง หรือเล็ก โดยไม่ให้พิจารณาหรือคิดหลงตามภาพที่เห็นไป)
              (๕)   กำหนด ซ้ายหนอ เมื่อเท้าซ้ายกระทบพื้น
              (๖)  กำหนด ขวาหนอ เมื่อเท้าขวากระทบพื้น
              (๗)  กำหนด ถูกหนอ  ถ้าความรู้สึกมาตรงที่มือทั้งสองสัมผัสกับร่างกาย             

            เมื่อกำหนดเดินจงกรมจนครบเวลาแล้วให้เดินไปนั่งสมาธิทันทีและอย่าเดินไปคุยเล่น กินข้าว หรือไปทำธุระ เพราะจะทำให้กัมมัฏฐานรั่วและเป็นอุปสรรคต่อการกำหนดปฏิบัติ  หากจำเป็นต้องคุย, ทานข้าว หรือทำธุระ ให้ทำกิจเสร็จก่อนจึงค่อยไปเดินจงกรมแล้วนั่งสมาธิต่อทันที


๒)  กำหนดอารมณ์จร ๓ ประเภท - ความคิด / ความรู้สึก / อารมณ์ (ถ้ามี)
              ในขณะกำหนดอารมณ์หลักของการเดินจงกรม ถ้ามีอารมณ์แทรกเกิดขึ้น ให้กำหนดทันที  แล้วกลับมากำหนดอารมณ์หลัก  กำหนดตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ๓ ประเภท
              (๑)  กำหนด ความคิด ว่า คิดหนอ ทุกประเภทของความคิด 
              (๒)  กำหนด ความรู้สึก ทางร่างกายและจิตใจ เช่น คันหนอ เมื่อยหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ ร้อนหนอ ง่วงหนอ กลัวหนอ มึนหนอ เป็นต้น
              (๓)  กำหนด อารมณ์ เช่น เบื่อหนอ สุขหนอ สบายหนอ นิ่งหนอ 

            เมื่อกำหนดเดินจงกรมจนครบเวลาแล้วให้เดินไปนั่งสมาธิทันทีและอย่าเดินไปคุยเล่น กินข้าว หรือไปทำธุระ เพราะจะทำให้กัมมัฏฐานรั่วและเป็นอุปสรรคต่อการกำหนดปฏิบัติ  หากจำเป็นต้องคุย, ทานข้าว หรือทำธุระ ให้ทำกิจเสร็จก่อนจึงค่อยไปเดินจงกรมแล้วนั่งสมาธิต่อทันที

๒.  การนั่งสมาธิ


    ๑)  กำหนดอารมณ์หลัก ๕ ประเภท
การนั่งสมาธิจะเริ่มด้วยการหลับตานั่งขัดสมาธิหรือในท่าสบายผ่อนคลาย สำหรับคนที่มีปัญหา สุขภาพ ให้นั่งเก้าอี้แทนได้แต่ไม่ให้พิงยกเว้นคนปวดหลัง  การกำหนดขณะนั่งจะเริ่มต้นด้วยการเคลื่อน ความรู้สึกของจิตไปที่บริเวณภายในกลางท้องบริเวณสะดือ ด้วยการกำหนดตามความเป็นจริงว่ารู้สึก และรับรู้สิ่งใด ก็ให้กำหนดสิ่งนั้น โดยไม่ต้องสนใจว่าการหายใจเข้าเป็นพองหนอ หรือหายใจออกว่า เป็นยุบหนอ  การกำหนดพองยุบจะไม่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออก เพราะถ้านำลมหายใจ เข้ามาเกี่ยวข้อง โยคีอาจจะติดอยู่กับลมหายใจเข้าออก และพยายามสร้าง หรือเบ่งท้องเพื่อให้เกิดมี พองยุบ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแน่นอึดอัดและตึงเครียดจากการกำหนดอย่างไม่เป็นธรรมชาติ 
ในช่วงเริ่มต้นกำหนดพองยุบขณะนั่งสมาธิ ให้เคลื่อนความรู้สึกมาที่บริเวณสะดือภายในท้อง เพื่อกำหนดอารมณ์ที่ระลึกรู้ได้จริงและอารมณ์หลัก ๕ ประเภทที่จะปรากฎตรงบริเวณท้อง โดยให้โยคีกำหนดอารมณ์ที่ปรากฎจริงไม่ว่าจะเป็นนิ่งหนอ พองหนอ ยุบหนอ หรือเบ่งหนอ(เบ่งท้อง) อันใดอันหนึ่ง ตามความรู้สึกระลึกรู้จริงที่ละอารมณ์ ดังนี้
(๑)      กำหนด พองหนอ ถ้ารู้สึกหรือรับรู้ถึงอาการความเคลื่อนไหวภายในท้องที่ขยับไปด้านหน้า(วาโยธาตุ หรือ ธาตุลม) คล้ายกับความรู้สึกพองภายในท้อง
(๒)      กำหนด ยุบหนอ ถ้ารู้สึกถึงอาการความเคลื่อนไหวภายในท้องที่ขยับไปด้านหลัง(วาโยธาตุหรือธาตุลม)  
คล้ายกับความรู้สึกยุบภายในท้องโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีพองหนอก่อนจึงจะมียุบหนอ  บางครั้งอาจ กำหนด ขณะยุบหนอก่อนพองหนอ ก็ได้ตามความเป็นจริง
(๓)      กำหนด นิ่งหนอ ถ้ารู้สึกถึงอาการนิ่ง ไม่มีพอง ไม่มียุบ หรือการหายไปของ พองยุบ  เมื่อใดไม่มีพองยุบ ไม่ต้องเบ่งท้อง, ควานหาพองยุบ หรือทำให้มีพองยุบ  ข้อสำคัญคืออย่าเข้าใจผิดว่าการที่ไม่มีพองยุบ แปลว่าปฏิบัติผิดหรือทำไม่ถูก และอย่าคิดว่าพองยุบ จะต้องมีตลอดเวลาถึงจะดี ดังนั้นถ้าไม่มีพองหรือยุบ ให้กำหนดว่า นิ่งหนอ แทนทันทีในขณะนั้น จากนั้นให้กำหนดอารมณ์อื่นต่อไป 
(๔)      กำหนด เบ่งหนอ ถ้ารู้สึกว่ากำลังเบ่งท้องหรือสร้างเพื่อให้มีพองยุบ ในขณะที่ไม่มีพองยุบหรือพองยุบหายไป
(๕)      กำหนด ถูกหนอ ๔ จุด สำหรับในกรณีที่พองยุบ หายไป  หลังจากกำหนดนิ่งหนอแล้ว พองยุบก็ยังไม่ปรากฎ  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้จม เผลอ คิดปรุงแต่ง หรือดิ่งในอารมณ์ ให้โยคีกำหนดถูกหนอ ๔ จุด สลับไปมาแบบเฉลี่ยโดยไม่ต้องเป็นรูปแบบ และกำหนดเป็นจุดเล็กๆ ตรงที่ร่างกายสัมผัสพื้นตรง ก้นย้อยซ้าย, ก้นย้อยขวา, และด้านหน้าของ มุมซ้ายขวาของขาที่สัมผัสพื้น พร้อมกับกำหนดตามความรู้สึกจริงจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง โดยอย่าลากเป็นเส้น อย่าจี้ อย่าแช่ และอย่าเน้นที่จุดกำหนดทั้ง ๔  การกำหนดถูกหนอที่ถูกต้องคือการส่งความรู้สึกจริงๆ ย้ายไปแตะเบาๆ (สติหรือการระลึกรู้) บริเวณจุดที่กำหนด คล้ายกับแตะตรงที่กระดาษบางๆ โดยไม่ทำให้ขาด ด้วยการกำหนดว่า ถูกหนอ สั้นๆ เบาๆ  เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว ให้กำหนดถูกหนอไปที่จุดอื่นต่อไป ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วก็ได้ ตาม ธรรมชาติของความรู้สึกที่เป็นจริง หากในขณะกำหนด ถ้ามีความรู้สึกถึงรูปนั่ง ให้กำหนดนั่งหนอได้ด้วย
(๖)     กำหนดยินหนอ ด้วย แต่อย่าให้เกิน ๕๐%  เมื่อจิตได้รับคลื่นเสียงที่มากระทบ โดยไม่เลือกกำหนดแต่เสียงที่ดังชัดเจน หรือแหลมเท่านั้น แต่ให้กำหนดทุกคลื่นเสียงที่หลากหลายเช่น เบา ทุ้ม แหลม ชัด ดัง เสียงต่อเนื่อง หรือเสียงดับเร็วเป็นจุด เพื่อป้องกันไม่ให้ติดในรูปแบบของเสียง ให้กำหนดเสียงที่้หลากหลาย ซึ่งจะทำให้ไม่ติดกำหนดแต่ที่เสียงแหลม ดัง หรือเสียงที่สั้นไม่ต่อเนื่อง

    ๒)  กำหนดอารมณ์จร ๓ ประเภท
ในขณะกำหนดอารมณ์หลัก ถ้ามีอารมณ์อื่นๆ แทรกปรากฏขึ้น ให้กำหนดอารมณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นด้วยดัง เช่น
(๑)     กำหนด ความคิด เมื่อความคิดทุกประเภทเกิดขึ้นในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องส่วนตัว ครอบครัว การทำงาน และสังคม เป็นต้น โดยกำหนดทุกความคิดว่า คิดหนอ เหมือนกันหมด
(๒)     กำหนด ความรู้สึกทางร่างกายและจิตใจ เช่น เย็นหนอ ร้อนหนอ กลิ่นหนอ เมื่อยหนอ คันหนอ ชาหนอ 
ตึงหนอ ปวดหนอ นิ่งหนอ เอนหนอ โยกหนอ ขยับหนอ ง่วงหนอ เบื่อหนอ กลัวหนอ รู้หนอ เป็นต้น
(๓)     กำหนด อารมณ์ (สุข ทุกข์ และอุเบกขา)เช่น สุขหนอ เบาหนอ แน่นหนอ รู้หนอในอารมณ์ที่รู้สึกอึดอัด หรือทนไม่ไหว เฉยหนอ เป็นต้น
ในขณะนั่งสมาธิ ให้โยคีกำหนดอารมณ์หลัก ๕ ประเภท (อันใดอันหนึ่งอย่างต่อเนื่อง)สลับกับอารมณ์จร ๓ ประเภท เช่น 
ความคิด, ความรู้สึก และอารมณ์  เมื่อกำหนดอารมณ์อื่นๆ แล้ว ให้กลับมาที่อารมณ์หลัก โดยไม่หยุดนิ่งหรือจมอยู่ในอารมณ์ใดอย่างต่อเนื่อง จนครบเวลา และอย่าเพลินติดแต่กำหนดอารมณ์หลักอย่างเดียวจนละเลยกำหนดอารมณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
การกำหนดอารมณ์อื่นๆ เป็นการรวมประเภทของการกำหนดเพื่อให้ง่าย ต่อ ความเข้าใจ ในเชิงปฏิบัติ  แต่ในด้านทฤษฎีแล้วการกำหนดอารมณ์หลักและอารมณ์อื่นๆ คือการเจริญ วิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักสติปัฏฐาน ๔ (กาย เวทนา จิต และธรรม)นั่นเอง

     เทคนิคการกำหนดวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๙ วิธี

๑)  กำหนดทุกอารมณ์(รูปนาม)สั้นๆ เบาๆ ด้วยองค์บริกรรมตามความเป็นจริง ที่เป็นคำกิริยาตามอาการนั้นๆ โดยส่งความรู้สึกย้ายไปแตะที่อารมณ์นั้นจริงๆ เบาๆ แล้วไป กำหนดอารมณ์ใหม่ชัดเจนที่เกิดขึ้นถัดไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คือสติระลึกรู้นั่นเอง และยังช่วย เสริม ให้สติของพละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา)และสติปัฏฐานเกิดความบริบูรณ์  ถ้ากำหนด โดยความรู้สึกอยู่แค่ที่ปากหรือติดอยู่กับคำบริกรรม โดยไม่ได้ส่งความรู้สึกไปแตะที่อารมณ์จริงๆ ซึ่งในไม่ช้าอาจจะทำให้มึน, มีความคิดแทรก, ทำให้สติอ่อนลง และสมาธิมากเกินไป
๒) กำหนดทุกอารมณ์เพียงครั้งเดียว โดยไม่จมหรือหยุดนิ่งอยู่ในอารมณ์นั้น  ในช่วง เริ่มต้นให้กำหนดช้าๆ ไม่ต้องรีบเร่งกำหนดให้ทันทุกอารมณ์ เพราะอาจกำหนดเสียงได้บ้างไม่ได้บ้าง เช่น ถ้ามีหลายเสียงเกิดขึ้นพร้อมกัน ให้เลือกกำหนดเสียงเดียว  ในช่วงแรกโยคีควรกำหนดให้ได้ คุณภาพ ไม่ใช่เน้นที่ปริมาณจำนวน  เมื่อฝึกจนเกิดความชำนาญแล้วจะกำหนดอารมณ์ได้ทันมากขึ้นเอง
๓)  กำหนดตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นธรรมชาติโดยไม่เพ่ง จี้ กด หรือบังคับ  การบังคับอารมณ์หรือการปรุงแต่งเป็นการแทรกแซงการปฏิบัติ และจะทำให้ถอยกลับสู่อารมณ์บัญญัติ   (หยาบ)  เมื่อใดมีอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเช่น ความคิดฟุ้งซ่าน โกรธ หงุดหงิด เบื่อ ปวด หรือคัน ซึ่งเป็น อุปสรรคต่อการปฏิบัติ ให้โยคีมีความอดทนเพื่อกำหนดต่อไป ไม่ใช่กำหนดบังคับให้หายไป หรือห้ามอารมณ์นั้นๆ ไม่ให้เกิด  ขอให้โยคีกำหนดต่อเนื่องเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ไม่ว่าจะ เบาลง เท่าเดิม มากขึ้น หรือดับหายไปก็ตาม  โยคีจึงควรนำเอาอารมณ์ที่เกิดขึ้นมาร่วมเป็น ส่วนหนึ่งของการกำหนดด้วยเช่น หลังจากกำหนดปวดหนอ แล้วย้ายไปกำหนดอารมณ์หลัก(พองหนอ ยุบหนอ ถูกหนอ ยินหนอ ฯลฯ) ถ้าหากยังมีปวดอีก ให้กำหนดปวดหนอ แล้วกำหนดอารมณ์ใหม่อันอื่น ต่อไป ตราบที่ยังมีความรู้สึกปวดอยู่จนครบเวลา เพราะวิปัสสนากัมมัฏฐานไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อบังคับ ให้เวทนาหายไปหรือควบคุมบังคับบัญชาตามที่ต้องการ โยคีเพียงกำหนดเวทนาตามความเป็นจริง ไปเรื่อยๆ
๔)  กำหนดรูปนามตามคำแนะนำวิปัสสนาจารย์เท่านั้น ไม่ทำตามใจหรือทำตามรูปแบบ ของตนเอง ซึ่งอาจทำให้หลุดออกนอกเส้นทางของวิปัสสนา  เนื่องจากประสบการณ์นี้เป็นของใหม่ ที่ไม่เหมือนกับการทำงานหรือเรียนหนังสือ ซึ่งท่านไม่สามารถนึกคิดได้และไม่เคยประสบเจอมาก่อน 
๕)  กำหนดแต่ปัจจุบันขณะเท่านั้น ไม่เปรียบเทียบกับอารมณ์ในอดีต หรืออนาคต
๖)  กำหนดให้ได้ครบองค์ ๓ คือ อาตาปี(ความเพียรกำหนดให้ได้ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง), สติมา(สติที่ระลึกรู้อารมณ์ได้ แล้วกำหนดอารมณ์ได้ทันถูกต้อง) และสัมปชาโน(สัมปชัญญะ  ในการรู้ตัวทั่วพร้อมต่ออารมณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากกำหนดอารมณ์ที่ผ่านไปแล้ว)  เมื่อปฏิบัติได้ ถูกต้องจนพละ ๕ สมบูรณ์ สติสัมปชัญญะจะพัฒนาจนเกิดความชำนาญ, ฉับไวและเท่าทันต่อ ทุกอารมณ์ที่เกิดขึ้น
๗)  กำหนดอย่างเท่าเทียมกันในทุกอารมณ์โดยไม่ติดในความสุข, ไม่หนีในความทุกข์ และไม่เผลอจมหรือปรุงแต่งไปกับอารมณ์ใดๆ แต่ให้ติดอยู่อย่างเดียวคือตัวสติระลึกรู้เท่านั้น
๘)  กำหนดเพียงแค่เป็นผู้ดูอารมณ์เท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้กำกับหรือนักแสดง 
๙) กำหนดรูปนามด้วยความวิริยะ(เพียรกำหนดในรูปนาม แต่ต้องได้ปัจจุบันด้วย จึงจะเรียกว่า วิริยะ ถ้ากำหนดไม่ได้ปัจจุบัน จะได้เพียงแค่ความเพียรเท่านั้น) โดยฝึกปฏิบัติต่อเนื่อง ทุกวัน เพราะการปฏิบัติน้อยแต่ทำบ่อย จะดีกว่าทำมากแต่นานๆ ทำที

การส่งอารมณ์
ในทุกรอบของการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ  โยคีควรส่งอารมณ์กับวิปัสสนาจารย์ เพื่อรายงานถึงผลของการปฏิบัติ และรับฟังคำแนะนำเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในรอบต่อไป  การส่งอารมณ์มีความสำคัญและเป็นประโยชน์มากในการปรับอินทรีย์ ๕ ของผู้ปฏิบัติ เพราะอินทรีย์ ๕ ที่สมบูรณ์จะทำให้ก้าวหน้าและไม่เดินหลุดออกนอกเส้นทางของวิปัสสนากัมมัฏฐาน
การส่งอารมณ์ที่ถูกต้องคือการรายงานสภาวะธรรมต่างๆ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นดังนี้
-พอง ยุบ มีลักษณะอย่างไร ช้าหรือเร็ว สั้นหรือยาว ชัดหรือแผ่ว มีหรือหาย
-กำหนดยินหนอ ได้ทันไหม                                -ความคิดมีมากหรือน้อย (จำนวน)
-กำหนดคิดหนอ ได้ทันไหม (สั้นหรือยาว)              -มีนิ่ง มีมึน มีเบลอ มีง่วง มีวูบหลับไหม     
-ถูกหนอสม่ำเสมอ หรือมีช้า มีเร็ว                         -กำหนดอารมณ์อื่นๆ อะไรได้บ้าง
-กำหนดความรู้สึกทางกายและใจ อะไรได้บ้าง
ในขณะส่งอารมณ์ โยคีไม่ต้องสรุปว่าดีหรือไม่ดี, หรือเอาทฤษฎีมาตอบและไม่ควรไปฟัง สภาวะธรรมของผู้อื่นมาตอบ อีกทั้งไม่ต้องวิเคราะห์วิจารณ์ เพียงรายงานความรู้สึก ที่เกิดขึ้น ตามความเป็นจริง  โยคีควรพูดให้สั้น, กระชับ, ไม่พูดนอกเรื่อง, ไม่ทำให้ผู้อื่นเสียเวลา และให้รายงาน สิ่งที่ประสบเกิดขึ้นจริงทั้งที่คิดว่าไม่ดีหรือดี  โปรดอย่าเลือกส่งแต่ที่คิดว่าตนทำได้ดีเท่านั้น  เนื่องจากเรื่องที่ว่าดีนั้นมักจะไม่ดี แต่ส่วนที่ไม่ดีนั้นมักจะเป็นของดี ซึ่งไม่เหมือนกับการเรียนหนังสือ เพราะสภาวะธรรมของวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นของใหม่ที่ท่านไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อีกทั้งวิปัสสนาจารย์จะไม่นิยมเขียนบรรยายสภาวะธรรมของผู้ปฏิบัติไว้ในตำราเพราะจะเป็นผลเสียมาก กว่าผลดีแก่โยคี

ปัจจัยสู่ความสำเร็จในวิปัสสนากัมมัฏฐาน

ปัจจัยสำคัญในการเกื้อหนุนวิปัสสนากัมมัฏฐานสู่อารมณ์พระนิพพาน ตามลำดับสำคัญดังนี้
๑)  ศรัทธา ในพุทธศาสนาและวิปัสสนากัมมัฏฐานถูกเสริมสร้างและเพิ่มพูนได้ด้วยการศึกษาเล่าเรียนจากแหล่งของสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา  หากศรัทธาที่ปราศจากปัญญาที่ถูกต้อง(หลักการและวิธีปฏิบัติที่ผิด) จะเป็นเพียงแค่ “ความเชื่อ” เท่านั้น
๒)  วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ถูกต้องตรงตามพระไตรปิฎก เมื่อฝึกไปแล้วจะได้ผลคือ การเกิดปัญญาของจิตหรือวิปัสสนาญาณ ในการพัฒนาจิตเพื่อลดละ โลภะ โทสะ และโมหะ(โลภ โกรธ หลง)
๓)  วิริยะ คือความเพียรในการกำหนดอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ได้อารมณ์ปัจจุบัน  หากกำหนดไม่ได้ ปัจจุบันของรูปนาม สมาธิอาจจะมากเกินซึ่งจะทำให้สติอ่อนและทำให้วิริยะไม่สมบูรณ์ จนเหลือเป็นแค่ ความเพียรปฏิบัติเท่านั้น(ได้ปริมาณแต่ไม่ได้คุณภาพ)  ตัวอย่างเช่นการปฏิบัติน้อยแต่ทำต่อเนื่องนาน   (ปฏิบัติวันละ ๓ ชั่วโมงเป็นเวลา ๒ เดือน) ย่อมได้ผลดีกว่าปฏิบัติมากแต่นานๆ ทำที(ปฏิบัติครั้งละ ๗ วัน หยุดไปนานหลายเดือนหรือปีแล้วจึงกลับมาทำใหม่อีก ๗ วัน)
๔)  วิปัสสนาจารย์ที่มีประสบการณ์จริง จะสามารถปรับอินทรีย์ ๕ ของผู้ปฏิบัติได้ โดยไม่ให้โยคี เดินออกนอกเส้นทางหรือติดในสมาธิ ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของวิปัสสนาจารย์ และให้ส่งอารมณ์ทุกรอบ  โดยไม่ปฏิบัติตามใจหรือทดลองทำด้วยตนเอง
เมื่อโยคีมีองค์ประกอบทั้ง ๔ เบื้องต้นครบ ผลที่จะได้คือสติที่ระลึกรู้อารมณ์ปัจจุบันขณะมากขึ้น จากวิริยะในการกำหนด ซึ่งทำให้ได้สมาธิที่จะค่อยๆ มากขึ้นพร้อมๆ ไปกับสติ  ในระหว่างเส้นทาง ผลที่ได้คือการก่อเกิดปัญญาของจิตขึ้นเอง โดยไม่ต้องพิจารณาหรือนึกคิดที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ” หรือ“ภาวนามยปัญญา”
_________________________________

การกำหนด

สิ่งแรกที่ผู้ฝึกต้องทำความเข้าใจคือเรื่องการกำหนดเพราะเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากที่ใช้ฝึกปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นและเป็นตัวช่วยนำพาไปสู่ความสำเร็จ หรือถึงเป้าหมายของวิปัสสนากัมมัฏฐานคือการเข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน 
การกำหนดมาจากภาษาบาลีว่า สัลลักขณา มีความหมายคล้ายคำว่า วิปัสสนา  การกำหนดคำว่า “ถูกหนอ ยินหนอ” คือการกำหนดทุกขอริยสัจ (หนึ่งในอริยสัจ ๔) แม้ว่าจะไม่ได้เป็นความเจ็บปวด(ทุกขเวทนา) แต่ก็จัดเป็นทุกข์ในขันธ์ ๕(รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) เพราะตกอยู่ในกฎพระไตรลักษณ์คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ซึ่งบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ต้องการไม่ได้  
คำว่า “กำหนดรู้อารมณ์” คือการกำหนดแล้วรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งและเป็นการเห็นอารมณ์ต่างๆ คือรูปนั้นโดยความสิ้นไปและเสื่อมไป  การกำหนดเป็นบริกรรมภาวนาและเป็นอุปกรณ์เพื่อนำไปสู่การเจริญสติปัฏฐาน
วิปัสสนากัมมัฏฐานเริ่มต้นด้วยการกำหนดพร้อมองค์บริกรรมไปยัง ณ จุดที่เกิดอารมณ์ของจิต(ผัสสะ-ตรงที่รูปกับนามกระทบกัน) โดยเอาความรู้สึกไปแตะเบาๆ ตรงผัสสะ พร้อมกับกำหนดตามด้วยองค์บริกรรมสั้นๆ เบาๆ ให้ตรงกับอารมณ์ที่ปรากฏอยู่และต้องอย่าจมอยู่กับคำบริกรรม แต่ให้อยู่กับสติระลึกรู้อารมณ์นั้นจริงๆ  ตัวกำหนดคืออารมณ์บัญญัติที่ช่วยให้จิตจดจ่ออยู่ที่รูปนามได้ดีอย่างต่อเนื่อง  เมื่อกำหนดอารมณ์ที่ ๑ เสร็จแล้ว ให้กำหนดอารมณ์ใหม่อันถัดไปที่เกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่หยุดจนกว่าจะครบเวลาของการปฏิบัติ โดยอย่าให้จิต จม นิ่ง แช่ ติดในอารมณ์ใดหรือเผลอสติ ซึ่งจะทำให้ขาดการกำหนด  หากขณะใดที่เผลอหรือขาดตัวกำหนดเรียกว่า กัมมัฏฐานรั่ว แสดงว่าขณะนั้นกำลังคิด ปรุงแต่ง นิ่ง ซึม เบลอ วูบ เผลอหลับ หรือติดจมอยู่กับอารมณ์นานเกินไป และควรย้ายความรู้สึกไปจริงๆ อย่างเป็นธรรมชาติไป ณ จุดที่กำลังกำหนดอยู่ ซึ่งเป็นการฝึกเจริญสติระลึกรู้ในอารมณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจริง 
วิปัสสนากัมมัฏฐานคือการมีสติระลึกรู้พร้อมกับการกำหนดไปที่รูปนาม(อารมณ์ต่างๆ) โดยปราศจากการพิจารณา นึกคิด วิเคราะห์ หรือเปรียบเทียบกับในตำรา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสภาวธรรมที่เกิดขึ้น  วิปัสสนาจะมุ่งเน้นฝึกตัวสติของจิต(ระลึกรู้อารมณ์) โดยใช้ร่างกาย สิ่งแวดล้อมภายนอก และจิตใจ เป็นเครื่องมือช่วยในการฝึกฝน ดังตามพุทธพจน์ที่ว่า สักแต่ว่ายิน สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่ารู้อารมณ์ และสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา  อารมณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพียงอุปกรณ์ใช้สำหรับฝึกเจริญสติเท่านั้น ด้วยการกำหนดอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างถูกต้องตรงตามประเภทเช่น ยินหนอ เห็นหนอ ถูกหนอ คิดหนอ เย็นหนอ กลิ่นหนอ คันหนอ รู้หนอ เป็นต้นเรื่อยไป  ฉะนั้นทุกอารมณ์ไม่ว่าภายนอกหรือภายใน เป็นเพียงอุปกรณ์ใช้ฝึกเท่านั้นซึ่งมีคุณค่าเท่ากันหมดโดยไม่ได้แตกต่างกันเลย
การฝึกจะเริ่มด้วยการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ โดยจะเน้นให้กำหนดอิริยาบถย่อยในชีวิต ประจำวันด้วยเพราะไม่ให้ผู้ฝึกติดในรูปแบบหรือสถานที่ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่ผู้คนเคยชินและเข้าใจว่าจะต้องเน้นปฏิบัติแต่ในท่านั่งสมาธิเป็นหลักเท่านั้น
ในช่วงแรก ผู้ปฏิบัติอาจจะกำหนดอารมณ์ต่างๆ ได้ไม่ค่อยได้ดีซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาและอาจจะประสบกบสิ่งต่างๆ เช่น กำหนดได้ช้ากว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้น, กำหนดไม่ค่อยได้, กำหนดไม่ค่อยทัน, กำหนดผิดๆ ถูกๆ หรือกำหนดได้ไม่ชัดเจน เป็นต้น  ไม่ว่าจะกำหนดได้ทันหรือไม่ก็ตาม ขอให้ผู้ปฏิบัติพยายามฝึกกำหนดอย่างต่อเนื่องด้วยความอดทนขยันหมั่นเพียร และให้ส่งอารมณ์แก่วิปัสสนาจารย์เป็นประจำทุกรอบ  หากทำได้เช่นนี้การปฏิบัติจะค่อยๆ พัฒนาไปเองและจะก้าวหน้าไปเองในไม่ช้าเช่น กำหนดได้ชัดเจนขึ้น, กำหนดอารมณ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น, และกำหนดสภาวะต่างๆ ได้เท่าทันถูกต้อง  
ตัวอย่างของการกำหนดเช่น ยินหนอ คิดหนอ เบื่อหนอ ถูกหนอ ยืนหนอ นั่งหนอ นอนหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ โยกหนอ พองหนอ ยุบหนอ เห็นหนอ เย็นหนอ ร้อนหนอ มึนหนอ ง่วงหนอและถ้าไม่รู้ว่าเรียกอย่างไร ให้กำหนดว่า “รู้หนอ” ไปก่อน จากนั้นค่อยกลับมาถามวิปัสสนาจารย์

ปัจจัยที่ช่วยให้เข้าใจการกำหนดเพื่อการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน

๑)  อารมณ์บัญญัติและอารมณ์ปรมัตถ์
วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ถูกต้อง จะต้องไม่ติดอยู่ในอารมณ์บัญญัติ โดยมุ่งหน้าเข้าสู่อารมณ์ปรมัตถ์ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่รับรู้ได้ด้วยจิตในสภาวะที่เป็นพระไตรลักษณ์(เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป) ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงๆ โดยมิได้เป็นไปตามการควบคุมบังคับบัญชาของผู้ปฏิบัติ  วิธีฝึกเพื่อเข้าถึงอารมณ์ปรมัตถ์ที่ดีที่สุดคือ การฝึกกำหนดไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องแบบผิดบ้างถูกบ้างจนกระทั่งทำให้ได้รับรู้อย่างชัดเจนและเข้าใจได้ด้วยตนเอง  
ผู้ปฏิบัติต้องเริ่มฝึกกำหนดอารมณ์บัญญัติที่เป็นอารมณ์หยาบไปก่อน  แม้ว่าตัวกำหนดที่เป็นบัญญัติอาจจะปรากฎเด่นชัดมากกว่าสติหรือการระลึกรู้อารมณ์จริงๆ ก็ตาม  แต่เมื่อปฏิบัติได้ชำนาญจนก้าวหน้าแล้ว อารมณ์บัญญัติที่หยาบจะค่อยๆ ละเอียดขึ้น แผ่วเบาลง สั้นลง คล้ายกับจะหายไปแต่ยังมีอยู่  จนกระทั่งผู้ปฏิบัติรับรู้แต่อารมณ์ปรมัตถ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละขณะจิตพร้อมกับการระลึกรู้พระไตรลักษณ์ในทุกอารมณ์  ในที่สุดตัวกำหนดอารมณ์บัญญัติที่หยาบจะผสมผสานกลมกลืนกับอารมณ์ปรมัตถ์ โดยปรากฏเหลือแต่ตัวสติระลึกรู้ที่เด่นชัดในทุกอารมณ์ที่กำลังกำหนดอยู่
หลังจากได้กำหนดรู้อารมณ์บัญญัติด้วยความเพียร(วิริยะ)แล้ว สติ สมาธิ และปัญญา(วิปัสสนาญาณ ๑๖) จึงจะเริ่มปรากฎ จนกระทั่งเมื่อปัญญาแก่กล้าถึงที่สุดแล้ว อารมณ์ที่เป็นบัญญัติทั้งหมดก็จะหายไป เหลือไว้แต่ความโดดเด่นของอารมณ์ปรมัตถ์แท้จริงอย่างเดียว
สาระสำคัญของอารมณ์ปรมัตถ์(Absolute Truth) ของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีดังนี้  
(๑)      อารมณ์ปรมัตถ์เกิดขึ้นที่จิตและรับรู้ได้ด้วยจิตของผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่เกิดจากการอ่านหนังสือ, ความนึกคิด, ความเข้าใจ หรือการคาดเดาขึ้นเอง
(๒)      อารมณ์ปรมัตถ์เกิดขึ้นได้ที่จิตของมนุษย์ทุกคนจากการปฏิบัติให้เข้าถึงได้จากทุกเพศ, อายุ, ฐานะ, ตำแหน่ง, ศาสนา และเชื้อชาติ
(๓)      อารมณ์ปรมัตถ์ในขณะปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ จะเกิดขึ้นพร้อมกับสภาวธรรมของพระไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ซึ่งโยคีจะต้องกำหนดตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่สามารถบังคับบัญชาหรือควบคุมรูปนามให้เกิดขึ้นตามใจตนเองได้ เพราะถ้าหากบังคับหรือฝืนสภาวธรรมแล้ว จะทำให้เกิดอาการมึน แน่น หรือปวดหัว
(๔)      อารมณ์ปรมัตถ์ของระดับโลกียธรรม มีรูปและนามเป็นอารมณ์
(๕)      อารมณ์ปรมัตถ์ของระดับโลกุตตรธรรม มีนิพพานเป็นอารมณ์
(๖)      หลักธรรมที่อธิบายเกี่ยวกับปรมัตถธรรม ๔ ประเภท ประกอบด้วย จิต ๑๒๑, เจตสิก ๕๒, รูป ๒๘ และนิพพาน ซึ่งปรากฎในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑-๙ ซึ่งเรียบเรียงให้ศึกษาได้สะดวกขึ้น

๒)  สติสัมปชัญญะ
ในแนวปฏิบัติ สติสัมปชัญญะคือการน้อมย้ายและส่งความรู้สึกเบาๆ ไปจริงๆ ตรงอารมณ์ที่กำหนด แต่ในเชิงทฤษฎีคือสติระลึกรู้ในแต่ละขณะอารมณ์ของจิตพร้อมกับการกำหนดอารมณ์ได้ถูกต้องเช่น การกำหนดยินหนอ คิดหนอ ถูกหนอ เย็นหนอ ฯลฯ โดยที่ผู้ปฏิบัติไม่จม นิ่ง หรือแช่อยู่ในอารมณ์ใด เพียงแต่รู้เท่าทันอารมณ์ใหม่ชัดเจนที่กำลังเกิดขึ้นจาก ๑ ไป ๒, ๒ ไป ๓, เรื่อยไป และเป็นการรู้ตัวทั่วพร้อมในแต่ละขณะอารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น ขณะกำหนดยินหนออยู่ มีความคิดผุดขึ้นมา ความรู้สึกที่สามารถรู้ว่าขณะนี้มีความคิดเกิดขึ้น โดยน้อมความรู้สึกไปสู่อารมณ์ใหม่ที่เป็นความคิดได้ทัน และกำหนดความคิดได้ถูกต้องว่า คิดหนอ ไม่ผิดเป็นอย่างอื่น นี่คือสติสัมปชัญญะ
สติสัมปชัญญะถูกพัฒนาขึ้นได้ตามพละ ๕ ที่สมดุลของโยคีพร้อมไปกับการสอบอารมณ์โดยวิปัสสนาจารย์ ซึ่งเป็นการพัฒนาปัญญา(วิปัสสนาญาณ ๑๖) ให้แก่จิตที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

๓)  ระดับของสมาธิ
วิปัสสนากัมมัฏฐานจะใช้เพียงขณิกสมาธิหรือสมาธิชั่วขณะ ซึ่งเพียงพอต่อการเห็นการเกิดดับของรูปนามในการนำพาจิตสู่เป้าหมายคืออารมณ์พระนิพพาน โดยในระหว่างเส้นทาง ระดับของสมาธิจะค่อยๆ พัฒนาจากน้อย(ขณิกสมาธิ) ไปกลาง(อุปจารสมาธิ) จนถึงมาก(อัปปนาสมาธิ) พร้อมๆ ไปกับสติในทุกระดับของสมาธิ

๔)  รูปแบบของการกำหนด
การกำหนดมีอยู่ ๓ แบบ คือ ๑. มีหนอ เช่น พองหนอ ยุบหนอ หรือ ถูกหนอ ๒. ไม่มีหนอ เช่น พอง ยุบ หรือ ถูก และ ๓. กำหนดเพียงว่า รู้หนอ  ตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้น  สำหรับโยคีใหม่จะเริ่มฝึกด้วยวิธีที่ ๑ เท่านั้น  หลังจากนั้นวิปัสสนาจารย์จะสอบอารมณ์และปรับเปลี่ยนให้ตามความเหมาะสม

๕)  อุปสรรคและความสงสัย
ผู้ที่เคยฝึกกัมมัฏฐานรูปแบบอื่นมาก่อนหรือโยคีใหม่บางท่านอาจไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจ เกิดความสงสัย หรืออาจมีคำถามในใจเช่น ทำไมต้องกำหนดในใจด้วยคำบัญญัติ, ขณะปฏิบัติให้ระลึกรู้อย่างเดียวโดยไม่ต้องกำหนดด้วยองค์บริกรรมได้ไหม, เจริญสติปัฏฐานโดยใช้แต่อารมณ์ปรมัตถ์เลยได้ไหม, การกำหนดด้วยองค์บริกรรมนั้นเป็นอารมณ์บัญญัติซึ่งเป็นสมถ(สมาธิ) และผิดไปจากหลักวิปัสสนา, หรือการกำหนดเป็นตัวแทรกแซงอารมณ์ของวิปัสสนาซึ่งเป็นอารมณ์บัญญัติซ้อนอารมณ์ปรมัตถ์ 
อุปสรรคและกับดักของผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานคือการติดอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เช่น มีแต่อารมณ์นิ่งๆ สงบ เบาสบาย วูบหลับ คิดฟุ้งซ่าน อึดอัด เครียด มึน ตึง ปวดหัว เป็นต้น  จากอุปสรรคที่กล่าวมา บางท่านอาจมีอารมณ์ของการปฏิบัติเช่น อยากให้จิตสงบแบบที่เคยฝึก, ติดในความสงบสุข อาจเบื่อเพราะทำไม่ได้, ไม่อยากทำต่อ, ไม่รู้จะปฏิบัติต่ออย่างไร หรือแม้กระทั่งคิดว่ารูปแบบที่ปฏิบัติอยู่ผิดหลักวิปัสสนาก็ได้  สาเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นเพราะกำลังของสมาธิมากกว่ากำลังของสติ จึงทำให้เกิดความไม่สมดุล  ดังนั้นวิธีการกำหนดที่ถูกคือการส่งความรู้สึกไปแตะเบาๆ ตรงอารมณ์ที่กำหนด พร้อมกับบริกรรมสั้นๆ เบาๆ (กำหนดในใจเป็นคำพูด โดยไม่ต้องขยับปากหรือออกเสียง) ตามด้วยคำกิริยาเติมด้วย“หนอ”เช่น ยินหนอ เห็นหนอ เย็นหนอ กลิ่นหนอ รสหนอ ถูกหนอ คิดหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ เมื่อยหนอ คันหนอ นิ่งหนอ โยกหนอ ทุกข์หนอ สุขหนอ เฉยหนอ รู้หนอ เป็นต้น  
สิ่งที่สำคัญของการกำหนดในขณะปฏิบัติ คือการน้อมจิตและส่งความรู้สึกไปแตะเบาๆ ตรงกับอารมณ์ที่กำหนด  แต่ในด้านทฤษฎีเป็นการระลึกรู้ของจิต(สติ) หรือสติปัฏฐาน ๔
ผู้ปฏิบัติควรทำความเข้าใจในเรื่องของการกำหนด ด้วยองค์บริกรรมที่ลงท้ายด้วย“หนอ” และควรสอบถามให้เข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการกำหนดเพราะจะเป็นพื้นฐานทำให้เกิดศรัทธา คลายความสงสัย เชื่อฟัง เริ่มฝึกตามที่สอน และเพียรปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดหมายปลายทาง

ประโยชน์ของการกำหนด ๑๔ ประการ มีดังนี้

๑)  ช่วยให้จิตระลึกอยู่ในอารมณ์ต่างๆ(รูปนาม) ได้ง่าย โดยทำให้ไม่เผลอ และนำพาจิตไปตรงรูปนามที่เกิดขึ้น คล้ายกับมีไฟฉายนำทางไปสู่อารมณ์ต่างๆ ได้ดี
๒)  กั้นไม่ให้จิต(นาม) จมติดเข้าไปในอารมณ์(รูป) ที่กำลังกำหนดอยู่
๓)  ช่วยให้จิตคลายออกจากการจมติดในสมาธิด้วยการกำหนดและช่วยแยกจิตถอยออกมาจากอารมณ์ที่จมเข้าไป อุปมาคล้ายกับการตีมือให้คลายและปล่อยจากสิ่งที่กำไว้
๔)  ช่วยให้สติเจริญมากขึ้นโดยไม่ติดในอารมณ์เพราะมีแต่การกำหนดอารมณ์ใหม่ๆ เรื่อยไป ซึ่งทำให้สติเข้มแข็งและมีพละกำลังมากขึ้น
๕)  ทำให้เกิดขณิกสมาธิตั้งอยู่ได้นานและช่วยให้จดจ่ออยู่กับรูปนามได้ดี
๖)  ช่วยตัดและกั้นไม่ให้ติดในอารมณ์ต่างๆ จนทำให้เห็นพระไตรลักษณ์(เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป) ของรูปนาม
๗)  เป็นอุปกรณ์ตรวจสอบว่าตกวิปัสสนากัมมัฏฐานหรือไม่ ด้วยการสำรวจว่าได้กำหนดต่อเนื่องหรือไม่  หากช่วงไหนไม่มีตัวกำหนด แปลว่าช่วงนั้นตก(รั่ว)จากวิปัสสนา เนื่องจากจิตเผลอไหลไปสู่ความคิด, ปรุงแต่งร่วมกับอารมณ์, นิ่งเฉย, ซึม, เคลิ้ม, หลับ เป็นต้น
๘)  ช่วยสกัดกั้นกิเลสไม่ให้บันทึกเก็บในชวนะจิต(เป็นส่วนเก็บบุญบาป หรือความจำของจิต) ที่ทำให้เกิดวัฏฏสงสารต่อไป ฉะนั้นการกำหนดช่วยให้จิตไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์และไม่เสพอารมณ์ใหม่เพิ่ม ซึ่งเป็นบุญกุศลที่สูงที่สุดเพราะทำให้เกิดการลดละความโลภ โกรธ และหลง
๙)  คอยสำรวจและตรวจตรา เหมือนตำรวจที่คอยจับผู้ร้าย(กิเลส) และคล้ายกับการสร้างกระจกสะท้อนให้เห็นจิตใจอารมณ์
๑๐)  ช่วยทำให้ความทุกข์น้อยลงจากการลดละกิเลส(โลภ โกรธ และหลง) เช่น อารมณ์โกรธ หงุดหงิด ขี้บ่น กังวล ทุกข์ทางใจ ความอยาก การเอาเปรียบผู้อื่น เป็นต้น 
๑๑)  ทำให้เกิดความสุขสูงยิ่งขึ้นได้แก่ สมาธิสุข และนิพพานสุข อีกทั้งยังสามารถอธิษฐานเข้าผลสมาบัติและนิโรธสมาบัติที่เป็นความสุขสูงสุดทางใจของปัจจุบันชาติได้
๑๒)  เสริมสร้างให้เกิดวิริยะ(หนึ่งในอินทรีย์ ๕) ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดสติ, สมาธิ และปัญญา(วิปัสสนาญาณ ๑๖) ตามลำดับ
๑๓)  ย่อมได้เสวยผลหรือดื่มรสแห่งอริยผล อันเกิดจากการปฏิบัติซึ่งทำให้เข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน จนสามารถบรรลุเป็นอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันเป็นต้น ซึ่งเป็นบุญและมีคุณค่าสูงสุดสำหรับมนุษย์ทุกคนโดยไม่แบ่งฐานะ ยศ ตำแหน่ง เพศ หรือการศึกษา
๑๔)  เป็นการสะสมเหตุปัจจัยและบุญกุศลสู่การปฏิบัติในภพชาติต่อไป

           ประโยชน์ของ “หนอ” ในองค์บริกรรม

               หนอ เป็นภาษาไทยที่แปลมาจากคำว่า วฏฺฏ(วัตตะ) ในภาษาบาลี  คำว่าหนอ แม้จะเป็นคำบัญญัติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดหรือบริกรรมภาวนา ซึ่งมีประโยชน์ต่อวิปัสสนากัมมัฏฐานดังนี้
๑)  หนอ เป็นตัวตัดหรือตัวกั้นกลางระหว่างตัวกำหนด ซึ่งช่วยให้จิตไม่จมสมาธิ  หากบริกรรมโดยไม่มีหนอแล้ว ผู้ปฏิบัติอาจจะมึนงงและเผลอต่อองค์บริกรรมที่สั้น(ไม่มีหนอ) เนื่องจากการกำหนดต่างๆ ดูเหมือนกันหมด จนในที่สุดทำให้จมสมาธิได้
๒)  หนอ ช่วยทำให้สมาธิตั้งมั่นอยู่ได้นานที่รูปนาม ถ้าบริกรรมแต่ ยิน ยิน ถูก ถูก คิด ยิน เป็นต้น โดยไม่มีหนอแล้ว สติอาจจะคลาดเคลื่อนหลุดออกจากการกำหนดรูปนามได้ง่าย
๓)  หนอ ช่วยเพิ่มกำลังให้ได้ขณิกสมาธิและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 
๔)  หนอ ช่วยทำให้เกิดสติจดจ่ออยู่กับรูปนาม จนทำให้เห็นพระไตรลักษณ์

-------------------------
                                สรุป
    
๑. การเจริญสติ และ การกำหนดของวิปัสสนาในขณะปฏิบัติ  คือ

การมีสติระลึกรู้ ในขณะที่เกิดอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 ผุดขึ้นในจิตขณะเดียว แล้วกำหนดในใจสั้นๆ เช่น พองหนอ ยุบหนอ คิดหนอ ยินหนอ คันหนอ  โดยที่ไม่ แช่ เพ่ง จี้ จม ไหลไปกับอารมณ์ใดๆ  และ ไม่นึกเป็นภาพ  เพียงแค่ส่งความรู้สึก ไปตรงนั้นพร้อมกับ คำบริกรรมของการกำหนดเรียกอารมณ์ในใจ สั้นๆ เบาๆ แต่ให้ระลึกรู้อารมณ์จริงๆ ไม่ใส่ใจ ไม่แช่หรือจมอยู่กับ คำบริกรรม

เมื่อกำหนดแล้วให้ปล่อยวางอารมณ์นั้น  จากนั้นให้กำหนดอารมณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น ทีละหนึ่ง ไปเรื่อยๆ ต่อเนื่อง ไม่หยุด จนครบเวลา และไม่ต้องคิดพิจารณาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงกำหนดตามจิตไปเรื่อยๆ ทันบ้างไม่ทันบ้าง ให้กำหนดไปเรื่อยๆ ไม่จมไปกับอดีต หรือ นึกถึงอนาคต  คล้ายกับการสาวเชือกจับแล้วปล่อย จนครบเวลา  

การเจริญวิปัสสนาจะกำหนดสติ ตามอารมณ์ของจิต ช้าบ้าง เร็วบ้าง โดยที่ไม่เข้าไปบังคับบัญชา เพียงกำหนดตามจิตหรือกำหนดทิ้งไปเรื่อยๆ เพื่อเข้าสู่เส้นทางของวิปัสสนาญาณ 16 ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค

๒. เทคนิคการเจริญสติระลึกรู้ / วิปัสสนากัมมัฏฐาน ใน ท่าเดิน ด้วยรูปแบบการกำหนด ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ : 

1.กำหนดสติไปตามความรู้สึกจริงๆ เช่น รู้สึกยก กำหนด ยกหนอ ตรงอาการเคลื่อนไหวจริงๆ ที่รับรู้ได้ด้วยจิต ไม่ใช่นึกเป็นภาพ  / รู้สึกย่าง กำหนดย่างหนอ / รู้สึกเหยียบ กำหนดเหยียบหนอ
2.ผ่อนคลาย ไม่นึกเป็นภาพ เพียงใช้ความรู้สึกของจิตในการกำหนดสติ
3.กำหนดให้อยู่กับปัจจุบันขณะไปเรื่อยๆ ปล่อยวางความคิด หรือนึกเป็นภาพ
4.ระวังความคิดให้ดี หากเกิดความคิด ให้มีสติกำหนดคิดหนอให้ทัน เพื่อกั้นการจมไปกับความคิด ถ้าคิดอีก กำหนดคิดหนออีก อย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาการกำหนด
5.ให้กำหนดอารมณ์อื่นๆ ด้วยถ้ามี เช่น ความคิด ความรู้สึกทางกาย/ใจ และอารมณ์เวทนาต่างๆ

๓. เทคนิคการเจริญสติระลึกรู้ / วิปัสสนากัมมัฏฐาน ใน ท่านั่ง ด้วยรูปแบบการกำหนด พองหนอ ยุบหนอ : 

1.นั่งในท่าเหมาะสม ตัวนิ่งทุกส่วน ผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ไม่กั้นลมหายใจ และไม่ขยับ เท้า มือ ตัว ไหล คอ ศรีษะ ไม่นึกเป็นภาพ  เมื่อได้ท่าเหมาะสมแล้ว ให้อยู่กับการกำหนดเท่านั้น ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลในท่านั่ง  การนั่งนิ่งตั้งตรงตลอดเวลาไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติได้ดี การปฏิบัติได้ดีคือการกำหนดตามความเป็นจริง และร่างกายอาจจะไม่นั่งตั้งตรง ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่ว่านั่งเอนแล้วปฏิบัติผิดหรือไม่มีสติ/สมาธิ
2.เคลื่อนความรู้สึกของจิตไปตั้งฐานแถวๆ บริเวณ ตรงกลาง ท้อง แล้วรู้สึกถึงอาการไหวๆ ด้วยจิต ไม่นึกเป็นภาพ ว่า พองหนอ(รู้สึกอาการไหวๆ ไปข้างหน้า) หรือ ยุบหนอ(รู้สึกอาการไหวๆ ไปข้างหลัง) 
3. กำหนดเพียงพองหนอ หรือ ยุบหนอ ไม่ว่า อาการไหวๆ นั้น จะ สั้น ยาว ชัด แผ่ว ถี่หรือห่าง
4. ในขณะตั้งฐานที่ท้อง จะมี อารมณ์หลัก 4 ชนิด คือ อาการ พองหนอ / ยุบหนอ / นิ่งหนอ หรือ เบ่งหนอ (เบ่งลมหายใจเข้าออก เพื่อหาพองยุบ)
5.กำหนดเพียง อาการพองหนอ/ยุบหนอ โดยไมเปรียบเทียบ กับ ลมหายใจเข้าหรือออก
6.ถ้าไม่มีพองหนอ ยุบหนอ (ไม่ได้หมายความว่าต้องมีพองหนอ ยุบหนอ ตลอดเวลาจึงจะถูก ) ให้กำหนดว่า นิ่งหนอ แทน เพราะการกำหนดนิ่งหนอเป็นอารมณ์ปัจจุบันตามความเป็นจริง และไม่ต้องหา พอง/ยุบ
7.เมื่อไม่มีพอง/ยุบ ไม่ต้องเบ่งลมหายใจเข้าออก เพื่อสร้างให้เกิด พอง/ยุบ
8.ขณะที่กำหนดพอง/ยุบ ถ้ามีอารมณ์อื่นๆ เกิดขึ้น ให้กำหนดอารมณ์นั้นให้ทัน เช่น ยินหนอ เย็นหนอ กลิ่นหนอ คิดหนอ คันหนอ ชาหนอ ตึงหนอ ปวดหนอ ขยับหนอ โยกหนอ ง่วงหนอ กลัวหนอ วูบหนอ หรือ ถ้าไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ให้ใช้คำว่า รู้หนอ 
9.ไม่หาอารมณ์เพื่อจะกำหนด แต่ให้กำหนดตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่ละขณะความรู้สึกเท่านั้น  ถ้าไม่มีอะไร ก็ให้กำหนด นิ่งหนอ จนกว่าจะมีอารมณ์อื่นปรากฏ
10.ถ้านิ่งหนอ สักพัก ไม่ต้องไปหา พอง/ยุบ ให้กำหนด จุดเล็กๆ ที่ร่างกายสัมผัสพื้น 4 มุม ว่า ถูกหนอ แทน พอง/ยุบ โดยกำหนด ถูกหนอ ทีละจุด โดยไม่ต้องเรียงหรือเป็นรูปแบบ และไม่ต้องลากเส้นจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ให้กำหนดจุด ถูกหนอ แบบสุ่ม ตรงไหนก็ได้ โดย ส่งความรู้สึกไปมุมนั้นแล้วกำหนดว่า ถูกหนอ
11.ถ้ามี 2 อารมณ์มาใกล้กัน ให้เลือกกำหนด ไปอันเดียว แล้วทิ้งอีกอันไป
12.ถ้ามีอารมณ์มา 3-4 อย่าง ให้กำหนดอันเดียว แล้วทิ้งที่เหลือไป
13.กำหนดความคิด ให้ทัน และให้สั้น หากมีความคิดอีก กำหนดคิดหนอ ไปเรื่อยๆ อย่าหยุด
14.กำหนดตามจิตไปเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะช้า จะเร็ว จะชัด จะแผ่ว จะทัน จะไม่ทัน จะได้ หรือ จะไม่ได้ ก็ให้กำหนดรู้หนอแทน หากกำหนดไม่ได้
15.ผู้เจริญวิปัสสนาเป็นเพียง "ผู้ดู ผู้รู้ ผู้สังเกตุการณ์ ไม่ใช่ ผู้กำกับ หรือ นักแสดง" 



ประโยชน์ของ การเจริญสติปัฏฐาน (วิปัสสนากรรมฐาน) - VIPASSANA MEDITATION ตามแนวของพระพุทธศาสนา

"สัตตานัง วิสุทธิยา                         --- ทำกายวาจาใจ ของสรรพสัตว์ให้บริสุทธิ์ หมดจด
โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ  --- ดับความเศร้าโศก ปริเทวนาการต่าง ๆ
ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ --- ดับความทุกข์กาย ดับความทุกข์ใจ
ญาณัสสะ อะธิคะมายะ                    --- เพื่อบรรลุมรรคผล
นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ               --- เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง"

         ประโยชน์ของสติปัฏฐาน (วิปัสสนากัมมัฏฐาน) - Vipassana Mindfulness Meditation ตามแนวของพระพุทธศาสนา มี ๓๑ ประการ

1.     เป็นธุระสำคัญที่สุดของชาวพุทธ และทำให้เป็นพุทธบริษัท ๔ ที่สมบูรณ์
2.     สามารถบรรเทาและกำจัดอารมณ์หรือนิสัยที่ไม่ดีเช่น ความโกรธที่เป็นเหตุของความทุกข์
3.     ทำให้ทุกข์ทางใจน้อยลง เพราะคลายความยึดมั่นในอารมณ์ที่เป็นทุกข์ และสิ่งทั้งปวงลงได้ ซึ่งทำให้สามารถแก้ไขปัญหาทางใจได้ดี โดยไม่วุ่นวายเดือดร้อนไปตามกระแสของโลก
4.     สามารถกำจัด นิวรณ์ ๕ ประการ ที่เป็นอุปสรรคของการเจริญวิปัสสนา และสมาธิ 
ทำให้จิตนำสู่ เส้นทางของวิปัสสนาญาณ ๑๖ 
5.     ทำให้เกิดความอดทนต่อความยากลำบากได้ดี เช่น การรอคอย การเดินทาง และในชีวิตประจำวัน
6.     ช่วยให้จิตสงบ มีสมาธิ อารมณ์ และความจำดี
7.     ช่วยให้ศึกษาเล่าเรียนดี สติปัญญาเฉียบแหลม และรู้เท่าทันความคิดฟุ้งซ่าน
8.     ช่วยปรับเปลี่ยนนิสัยของตนเอง
9.     ช่วยแก้ปัญหาครอบครัว
10.  ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้
11.  ทำให้สุขภาพแข็งแรง ไร้โรคเบียดเบียน เพราะทำให้ไม่เกิดความเครียด ซึ่งเป็นเหตุของโรคมากมาย
12.  ป้องกันกิเลสและทำลายกิเลสทุกระดับ อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ความเดือดร้อนต่างๆ ลงไปด้วย
   จิตใจที่มั่นคง รู้เท่าทันอารมณ์ภายในตนเอง และไม่เผลอตามสิ่งเร้าหรือสิ่งยั่วยุจาก
   สิ่งแวดล้อมภายนอก
13.  ช่วยให้เกิดปัญญาในการลดละกิเลสในใจ ทำให้ความทุกข์ลดลง และความสงบสุขมากขึ้น
14.  ได้บุญสูงสุด เพราะได้บุญมากกว่า การรักษา ศีล หรือ การทำทาน
15.  ทำให้ความเห็นแก่ตัวน้อยลงและเสียสละบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น ครอบครัวและสังคม
16.  เป็นการพัฒนาต่อตนเอง, การทำงาน, การช่วยงานครอบครัวมากขึ้น, การเป็นเพื่อนที่ดี  
   และการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม
17.  ทำให้เกิดหิริและโอตตัปปะ คือความเกรงกลัวและละอายต่อบาป ทางกาย วาจา และใจ
18.  พัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมในใจให้มีมากขึ้นตามลำดับ
19.  ช่วยรักษาโรคบางอย่างได้ เมื่อเจริญวิปัสสนาถึง สังขารุเบกขาญาณ ที่ ๑๒
20.  ทำให้เกิดศรัทราในเรื่อง กฎแห่งกรรม มีอยู่จริง
21.  ทำให้เกิดศรัทราในเรื่อง ชาติหน้า มีอยู่จริง
22.  ทำให้เกิดศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนา
23.  ทำให้ปิดประตูอบายภูมิ ๔ เมื่อเจริญวิปัสสนาได้ถึง วิปัสสนาญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ (จุฬโสดาบัน-ไม่ตกอบายภูมิ ๔ ในชาติต่อไปเท่านั้น) และ เมื่อปฏิบัติถึง วิปัสสนาญาณที่ ๑๖ ปัจเวกขณญาณ (โสดาบัน-ไม่ตกอบายภูมิ ๔ ตลอดไป) 
24.  สามารถบรรลุความเป็นอริยบุคคลตั้งแต่ โสดาบัน เป็นต้น ซึ่งเป็นบุญและมีคุณค่าสูงสุด
   สำหรับมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันทุกคน โดยไม่แบ่งชนชาติ ฐานะ ตำแหน่ง หรือการศึกษา
25.  เข้าถึงสมาธิสุข (ความสุขในใจภายใน) ที่เป็นความสุขขั้นสูงในปัจจุบันได้ ซึ่งมากกว่า กามสุข (ความสุขทางโลก), ได้เสวยผล เมื่อปฏิบัติถึง ผลญาณที่ ๑๕ และได้ดื่มรสในอริยผล อันเกิดจากการเจริญวิปัสสนา หลังจากได้ผ่านเข้าถึงอารมณ์พระนิพพานใน มรรคญาณที่ ๑๔
26.  สามารถแก้กรรมเก่าที่เคยทำไว้ ซึ่งจะปรากฏขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนา เป็นนิมิตภาพในใจ พร้อมกับ
   เวทนาที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับที่เจ้ากรรมนายเวรได้รับ
27.  ทำให้เกิดศรัทราในเรื่อง บุญบาป มีอยู่จริง
28.  ตัดวัฏฏสงสารได้ตามกำลังมรรค ทำให้การเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ ลดลง
29.  สามารถอธิษฐานเข้า "ผลสมาบัติ" (สำหรับผู้ผ่าน วิปัสสนาญาณ ๑๖ รอบที่ ๑ - โสดาบัน / 
   รอบที่ ๒ - สกทาคามี) และ "นิโรธสมาบัติ" (สำหรับผู้ผ่าน  วิปัสสนาญาณ ๑๖ รอบที่ ๓ – อนาคามี)
30.  ทำให้เกิดศรัทราในเรื่อง พระนิพพาน มีอยู่จริง
31.  ทำให้จิตเข้าถึงพระนิพพานในอนาคตอันใกล้


อ้างอิงจากวิทยานิพนธ์:

อณิวัชร์ เพชรนรรัตน์, “การศึกษาวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนว
ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต, 
สาขาวิชาพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙, หน้า ๔๓-๔๔.

---------------------------------------


วิปัสสนากัมมัฏฐาน - เหมาะแก่บุคคล ๒ ประเภท


                 ๑.  คนที่มีความทุกข์ทางใจ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี ดารา นักร้อง หรือนายกรัฐมนตรี ย่อมมีความทุกข์ทางใจ ไม่มากก็น้อย เพราะธรรมชาติของจิต ย่อมมีการยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ จึงทำให้จมติดและปรุงแต่งอยู่กับความทุกข์ หากปล่อยวางไม่ได้ความทุกข์ก็เกิดขึ้นในจิตใจ  แม้จะมีเงินทองก็ซื้อความทุกข์ให้หายไปไม่ได้  ทุกครั้งที่เกิดความทุกข์ใดๆ ย่อมเผาตัวเองให้ได้รับทุกขเวทนา และเป็นการทำลายสุขภาพทางกายไปด้วยพร้อมกัน
           ๒.  คนที่แสวงหาความสุขที่สูงกว่ากามสุข ที่ตนเคยมี ซึ่งเป็นความสุขในการเข้าถึง สมาธิสุข ของจิต จนกระทั่งถึง ความสุขสูงสุดของมนุษย์คือ นิพพานสุข

     วิปัสสนากัมมัฏฐาน - การพัฒนาสังคม ๗ ระดับ

           วิปัสสนากัมมัฏฐานคือการอบรมพัฒนาจิตของมนุษย์ เพื่อให้ลดละกิเลส(โมหะ โลภะ โทสะ) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากที่สุดโดยวัดผลได้เป็นรูปธรรม  ผู้ใดได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุสู่อารมณ์พระนิพพานแล้ว ผู้นั้นจะเกิดการพัฒนาจิต ให้เกิดปัญญาและความสุขต่อตนเองก่อน แล้วค่อยๆ ขยายพัฒนาสู่บริบทของสังคม ในระดับกว้างออกไปถึง ๗ ระดับ ดังนี้

๑.     การพัฒนาตนเอง
ความทุกข์ทางใจของมนุษย์ล้วนเกิดขึ้นจากการเข้าไปยึดมั่น หลงใหล และปรุงแต่งกับอารมณ์ไม่ว่าสุข หรือทุกข์ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นปัจจัยทำให้เกิดความคิด คำพูด หรือการกระทำ  ผู้ใดได้ฝึกเจริญสติจนบรรเทา ลดละ และไม่ยึดติดในกิเลส ๓ ได้แล้ว ความทุกข์ทางใจย่อมจะไม่เกิด  ส่วนปัญหาในชีวิตประจำวันของเรื่องส่วนตัว ครอบครัว หรือการทำงาน โยคีต้องหาความรู้อย่างมีเหตุผล มาช่วยแก้ไขเพิ่มเติมด้วย จึงจะได้ทั้งทางโลกและทางธรรม  แม้ว่าบุคคลจะไม่มีความทุกข์ทางใจ แต่ถ้าต้องการแสวงหาความสุขที่สูงกว่ากามสุข ที่ตนเคยมี สามารถฝึกฝนอบรมเพื่อ เพิ่มความสุขที่ละเอียดลึกซึ้งมากกว่ากามสุข (ระดับ ๑) สู่ สมาธิสุข (ระดับ ๒) จนถึงความสุขสูงสุดคือ นิพพานสุข (ระดับ ๓) ได้ด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน
              วิปัสสนากัมมัฏฐานไม่ใช่การเรียนรู้แค่ทฤษฎีหรือความเข้าใจ แต่เป็นการฝึกฝนเพื่อเข้าถึงจิตภายใน ซึ่งทำให้เข้าใจเรื่องการทำงานของจิต, การรู้จักอารมณ์ต่างๆ ภายในจิต และวิธีจัดการอารมณ์ (อกุศลหรือกิเลส) เช่น โลภหรือโลภะ (ความสุข ความยินดีพอใจ ความยึดติด ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น), โกรธหรือโทสะ (ความโมโห ไม่พอใจ ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) และหลงหรือโมหะ (ความคิดฟุ้งซ่าน เหม่อลอย ขาดสติ เป็นต้น)  คนจำนวนมากไม่มีโอกาสได้ศึกษาและเรียนรู้ เรื่องของจิตหรืออารมณ์ภายใน เพราะเรียนแต่วิชาการทางโลกเพื่อประกอบอาชีพ คงไม่มีใครโต้แย้งได้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์คือเรื่องของจิต  การศึกษาเรื่องจิตช่วยให้สามารถควบคุมตนเอง สู่พฤติกรรมที่ดี (กุศล)ในระดับความคิด (มโนกรรม-ใจ) คำพูด (วจีกรรม-วาจา) และการกระทำ (กายกรรม-กาย)
              ผลของวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกเรื่องที่สังเกตุได้ชัดเจน สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เวลาหนึ่ง คือการมีหิริโอตตัปปะ 
     (การละอายและเกรงกลัวต่อความผิด) ที่เกิดขึ้นเอง ทางกาย วาจา ใจต่อผู้อื่น  แม้แต่ความคิดเล็กน้อย หรือคำพูดที่ไปกระทบผู้อื่นยังผุดขึ้นในใจ เพื่อเตือนตนเองในภายหลัง ซึ่งทำให้ผู้นั้นมีสติรับรู้ และรู้สึกผิดจนไม่กล้าทำผิดเรื่องใหญ่โต เช่น ละเมิดศีล ๕ เป็นต้น  หิริโอตตัปปะที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ย่อมส่งผลให้ผู้นั้นเกิดศรัทธา ในเรื่องการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ที่จะถูกบันทึกเก็บไว้ในจิต ไม่ว่าบุญหรือบาป ทำให้ผู้นั้นยอมรับและเชื่อมั่นในเรื่องกฏแห่งกรรม
         วิปัสสนากัมมัฏฐานคือกระบวนการฝึก เพื่อเสริมสร้างสติกำหนดระลึกรู้อารมณ์ โดยไม่ติดหรือปรุงแต่ง ไปกับทั้งอารมณ์ใดไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ จนจิตเกิดปัญญาในการลดละกิเลส ๓ (โมหะ โลภะ และโทสะ) ซึ่งสอดคล้องกับการฝึกฝนในระดับ จิตสำนึก (Conscious-จิตรับรู้ทั่วไปในระดับตื้น) เพื่อแก้ไข, ปรับเปลี่ยนและพัฒนา จิตใต้สำนึก (Subconscious - จิตในระดับลึกที่เก็บสะสมนิสัย หรือพฤติกรรม) ตามหลักจิตวิทยาตะวันตก เพราะวิปัสสนาสามารถนำพาจิตลงสู่เบื้องลึก เพื่อเปิดจิตใต้สำนึก แล้วชำระล้างกิเลส ๓ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดี ในจิตใต้สำนึกทางด้าน ความคิด, คำพูดและการกระทำ
              นักจิตวิทยายังได้ศึกษาทฤษฎีของจิตในเรื่อง ID, Ego, และSuperEgo ซึ่งสามารถนำมาเปรียบได้กับ พละกำลังของปัญญาจากวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อเอาชนะกิเลสและพัฒนาจิตใจดังนี้
ก)  ID เปรียบคล้ายกับกิเลส ๓(โมหะ โลภะ โทสะ) ที่เป็นสันดานดิบของมนุษย์ ซึ่งเป็นกำลังฝ่ายชั่วที่ไม่ดีของจิต 
ข)  Ego คล้ายกับสติที่เป็นตัวระลึกรู้สันดานดิบหรืออกุศล  เหตุการณ์บางอย่างจิตจะเลือกทำตามอารมณ์ของสันดานดิบ(ฝ่ายชั่วหรืออกุศล) หรือเลือกทำตามพลังกุศลฝ่ายดี ขึ้นอยู่กับพละกำลังปัญญาที่ได้เรียนรู้และฝึกฝนมาจาก SuperEgo
ค)  SuperEgo คล้ายกับปัญญา คือพลังกุศลฝ่ายดีที่ช่วยดึงออกจากอำนาจฝ่ายชั่วในจิต  ถ้าการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน(พลังฝ่ายดี)ไม่เพียงพอ จิตจะขาดพละกำลัง แล้วมักจะไหลไปสู่การกระทำตามใจในกิเลส ๓  แต่ถ้าฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจนทำให้มีพลังกุศลฝ่ายดีมากกว่าฝ่ายชั่ว  จิตสามารถยับยั้งกิเลส ๓ ได้ในระดับหนึ่ง แล้วเลือกปฏิบัติไปสู่ความคิดดี พูดดี และทำดี ซึ่งมีส่วนทำให้มนุษย์มีความทุกข์น้อยลงโดยใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขทั้งแก่ตนและสังคมรอบข้าง
           ทฤษฎีของตะวันตกอีกเรื่องที่นิยมในปัจจุบันเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์คือหลักQuotient ที่เป็นทฤษฎีการพัฒนาความฉลาดด้านต่างๆ ตามหลักจิตวิทยา โดยมุ่งเน้นไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ซึ่งจิตของพุทธศาสนาในฝ่ายตะวันออกที่นิยมใช้คือ วิปัสสนากัมมัฏฐานเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ และเมื่อพัฒนาจิตตนเองได้แล้ว การพัฒนาในระดับอื่น ก็จะเกิดผลตามมาอีกหลายด้านดังนี้
              ๑)  Spiritual Quotient(SQ) คือการพัฒนาความฉลาดในจิตวิญญาณ เพื่อสันติสุขของตนและผู้อื่น  วิปัสสนากัมมัฏฐานหรือการเจริญสติปัฏฐานเป็นหลักสำคัญที่สุดของพุทธศาสนาในการพัฒนาจิตวิญญาณโดยตรง  หลังจากได้พัฒนาจิตให้เกิดปัญญาแล้ว ย่อมส่งผลดีและเป็นปัจจัยต่อการพัฒนาความฉลาดทางศีลธรรม(MQ) และความฉลาดด้านอื่นๆ ต่อไป
              ๒)  Moral Quotient(MQ) คือการพัฒนาความฉลาดทางศีลธรรมในด้านกาย วาจา ใจ หรือความคิด คำพูด และพฤติกรรม ซึ่งเป็นความฉลาดทางจริยธรรมในการประพฤติปฏิบัติตนอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ โดยเน้นไปที่ผู้มีศีลธรรม มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ประพฤติปฏิบัติในทางดีงาม และเป็นผู้มีน้ำใจช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ  เมื่อได้พัฒนาด้านศีลธรรมแล้ว ผลที่ตามมายังช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์ตัวเอง(EQ)
              ๓)  Emotional Quotient(EQ) คือการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในสติปัญญา และเป็นความสามารถของบุคคลในการนำไปสู่การเป็นคนดีและมีความสุข โดยมุ่งเน้นการเป็นคนมีอารมณ์ดีและใจเย็น ซึ่งมักจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี ไม่เครียดและมีชีวิตที่เป็นสุข  เมื่อได้พัฒนาทางด้านอารมณ์แล้ว จิตสามารถควบคุมกิเลสทางกาย วาจา และใจได้ดี ทำให้ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเรียน วิชาชีพ และการทำงาน ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการพัฒนาความฉลาด(IQ)
              ๔)  Intelligence Quotient(IQ) คือการพัฒนาความฉลาดในด้านความรู้ การเรียน และการทำงาน  มนุษย์ที่มีความรู้ IQ สูง มิได้หมายความว่า เป็นคนดีมีศีลธรรมทุกคน  ส่วนคนที่เป็นคนดีก็มิได้หมายความว่าจะมี IQ สูง  แต่คนดีที่ได้พัฒนาจิตวิญญาณแล้ว จะสามารถช่วยพัฒนาตนให้เรียนหนังสือเก่ง หรือทำงานเก่งได้ดีกว่าคนขี้เกียจ ตัวอย่างของฆาตกรรมหลายคดีเกิดจากผู้ต้องหามีความรู้ระดับปริญญาเอก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คนเก่งมี IQ สูง ไม่ได้เป็นคนดีทุกคน
              วิปัสสนากัมมัฏฐานของพระพุทธศาสนา คืออุปกรณ์ในการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาจิตได้อย่างยั่งยืนถาวร เพื่อลดความทุกข์และเสริมสร้างความสุข ซึ่งเป็นหลักการที่เรียกได้ว่าเป็นการสร้างจิตพอเพียงที่นำพาไปสู่ การปฏิบัติตามแนวคิด  เศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี

๒.     ครอบครัวสันติสุข
วิปัสสนากัมมัฏฐานที่ฝึกดีแล้วสามารถควบคุม ลด และละกิเลส ๓ ในระดับหนึ่งได้  เมื่อกลับไปสู่สังคมครอบครัว สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เกิดสันติสุขได้เช่น การปรับตัวเองให้เข้ากับครอบครัวได้ดีขึ้น, ไม่สร้างปัญหาเรื่องเดือดร้อน, ช่วยเหลืองานครอบครัวมากขึ้น, ลดความขัดแย้ง, มีความรับผิดชอบมากขึ้น และเป็นผู้เผยแผ่สร้างความดีงามแก่ครอบครัว ด้วยความเมตตากรุณาที่อยากแนะนำให้คนในครอบครัวได้ฝึกปฏิบัติวิปัสสนา  ถ้าหากมีบุตรธิดา ย่อมเป็นพ่อแม่ตัวอย่างที่ดีในการสั่งสอนลูกหลานให้มีวิถีชีวิตที่ดีงาม ทำให้ครอบครัวและสังคมอยู่เย็นเป็นสุข

๓.     การทำงานและวิชาชีพ
วิปัสสนาช่วยให้บุคคลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ, มีความจดจ่อในการงาน และทำงานเสร็จเร็วขึ้น เพราะไม่ไปเสียเวลากับความคิดเหม่อลอยฟุ้งซ่านหรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน  อีกทั้งยังมีสติตามรู้จิตตนเองได้ทัน, ควบคุมความคิด คำพูดและการกระทำได้ดี, ลดอคติกับเพื่อนร่วมงาน, มีสติเข้าใจประเด็นเนื้อหาของการทำงานได้เร็ว, มีความซื่อสัตย์สุจริต, มีความอดทน, ยึดเหตุผลเป็นหลักและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง

๔.     คู่ครองและสังคมเพื่อน
บุคคลที่ได้รับการพัฒนาจิตแล้ว ย่อมไม่เอาเปรียบเพื่อน หรือนำพาเรื่องเดือดร้อนมาให้ แต่กลับมีความเมตตากรุณา โดยเป็นกัลยาณมิตรที่ดี(เพื่อนแท้)และยังชักชวนกันมาฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน  นอกจากนั้นยังสามารถตรวจสอบหากิเลส ๓ และเป็นอุปกรณ์ช่วยคัดสรรหาคู่ครองได้อย่างดี เพราะถ้าเลือกคนที่มีกิเลส ๓ มาก ย่อมเสี่ยงต่อเรื่องทุกข์ใจ และเรื่องเดือดร้อนในอนาคต  แต่ถ้าคู่ครองที่มีกิเลสน้อย ย่อมลดเรื่องขัดแย้ง, ทะเลาะกัน, เอาแต่ใจ หรือการเบียดเบียนเอาเปรียบกัน ซึ่งในระยะยาวย่อมจะทำให้อยู่กันได้ อย่างสันติสุขยั่งยืน  หากหญิงชายทั้ง ๒ ชักชวนกันมาปฏิบัติวิปัสสนาเป็นประจำ จะนำความสุขแก่ตนและครอบครัว ดังนั้นหากชวนใครมาฟังหลักการและวิธีปฏิบัติวิปัสสนาแล้วไม่ชอบใจ, เกิดความเบื่อ, กระวนกระวายใจ แล้วอยากรีบกลับ หรือหาข้ออ้างชวนไปทำอย่างอื่น ยกเว้นคนที่ไม่มีเวลา หรือมีงานสำคัญต้องทำแล้ว สาเหตุเป็นเพราะบุคคลไม่ได้สะสมบุญด้านวิปัสสนาภาวนามาก่อน และยังสะท้อนถึงกิเลสในใจ  แต่สำหรับคนที่สนใจ และยินดีฝึกปฏิบัติวิปัสสนาได้อย่างต่อเนื่อง ย่อมแสดงถึงคุณสมบัติที่ดี ควรค่าต่อการพิจารณาเป็นคู่ครอง

๕.     สังคมภายในประเทศ
วิปัสสนากัมมัฏฐานช่วยให้บุคคลมีหิริโอตตัปปะ(เกรงกลัวและละอายใจต่อบาปกรรม), รู้หน้าที่ของพลเมืองที่ดี, รับผิดชอบต่อสังคม, ไม่เอาเปรียบสังคม, ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน หรือคดโกงต่อประเทศ อีกทั้งยังเป็นคนมีเหตุมีผล, คำนึงถึงสังคม และช่วยพัฒนาประเทศ
คำสอนของพุทธศาสนาเป็นแบบอย่างของหลักประชาธิปไตย เพราะพุทธศาสนาได้รับการยอมรับว่า เป็นศาสนาที่มีความเหมาะสมมาก สำหรับสังคมประชาธิปไตย  ใน ๓ ด้าน คือ เสรีภาพ  (ทำให้มีอิสระเสรีในสังคมภายใต้กฎหมาย และยังสอนให้มีอิสรภาพหลุดพ้นจากขันธ์ ๕ หรือรูปนามโดยมีเป้าหมาย คือพระนิพพาน), เสมอภาพ  (คนทุกวรรณะ ฐานะ ความรู้ หรือชนชั้น มีความเท่าเทียมกัน และยังสามารถปฏิบัติได้ถึงเท่าเทียมกัน โดยไม่กีดกันแบ่งแยก) และภราดรภาพ  (ให้มีเมตตาต่อทุกชีวิตของสังคม เพราะว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน)
 วิปัสสนาคือการพัฒนาพฤติกรรมให้เกิดศีล ๕ ครบบริบูรณ์, รู้จักใช้จ่าย, รู้จักเก็บออม และรู้จักลงทุน ซึ่งทำให้สังคมมีสันติสุข และย่อมสนับสนุนให้เกิดสังคม เศรษฐกิจพอเพียง  ได้อย่างยั่งยืน

๖.     สังคมโลก
เมื่อพลเมืองไม่ละเมิดศีล ๕ แล้ว ย่อมมีผลดีต่อชุมชน, สังคม และประเทศ ซึ่งทำให้เกิดสันติสุข, ความสงบเรียบร้อย และสันติภาพภายในประเทศ ความดีงามเหล่านั้น จะแพร่ขยายไปสู่สังคมโลกในวงกว้าง หากสันติภาพภายในไม่สงบ ภายนอกก็ไม่สงบเช่นกัน ดังนั้นถ้าทุกประเทศมุ่งพัฒนาจิตของพลเมือง  โลกนี้จะเกิดการแบ่งปัน, ไม่เอาเปรียบกัน, ช่วยเหลือกันอย่างสร้างสรรค์และเกิดความสงบสุข จนในที่สุดสามารถนำพาสังคมให้เกิดสันติภาพโลก และการพัฒนาที่ยั่งยืน
(Sustainable Development)


อ้างอิงจากวิทยานิพนธ์:

อณิวัชร์ เพชรนรรัตน์, “การศึกษาวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙, หน้า ๔๓-๔๔.

ประวัติกัมมัฏฐานในประเทศไทย


             ดินแดนสุวรรณภูมิแถบนี้ ปรากฏซากศพมนุษย์อายุ ๒๐,๐๐๐ ปี แต่เผ่าพันธุ์ได้สูญสิ้นไปสมัยใดไม่ทราบ  ศูนย์กลางของชนชาติไทย ราว ๔,๐๐๐ ปีที่แล้วอยู่ภาคเหนือของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ต่อมาร่นมาทางใต้เรียกว่า เผ่าไทย  ที่ตั้งของเมืองไทยอยู่ในยูนานและเสฉวน  เมื่อ ๒,๐๐๐ ปีที่แล้วในเขตลุ่มเจ้าพระยา มีมนุษย์เผ่าละว้า ตั้งบ้านเรือนอย่างง่ายๆ ขึ้น  ต่อมาชาวอินเดียได้เข้ามาสอนอารยธรรมและตั้งอาณาจักรขึ้นปกครองชาวพื้นเมืองละว้า

          พุทธศาสนาเริ่มถูกเผยแผ่เป็นครั้งแรกในประมาณปีพ.ศ. ๒๓๕ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้อุปถัมภ์ ด้วยการส่งพระธรรมทูต ๒ ท่านคือพระโสณะและพระอุตตระ เดินทางสู่ดินแดนแถบนี้ที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ซึ่งมีมากกว่า ๗ ประเทศรวมกันเช่น ไทย พม่า ศรีลังกา ญวน กัมพูชา ลาว และมาเลเซีย โดยมีพวกละว้าและมอญโบราณอาศัยอยู่  แต่หลักฐานใน“หนังสือ ๒,๔๐๐ ปีในแหลมทอง” ได้แสดงไว้ว่า แท้จริงชนชาติไทยมีภูมิลำเนาดั้งเดิมอยู่ก่อน ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ ปีมาแล้วในบริเวณแหลมทองหรือสุวรรณภูมิ และนับว่าเป็นครั้งแรกของดินแดนนี้ที่ได้เริ่มนับถือพุทธศาสนา

           ผืนแผ่นดินจุดแรกของอาณาจักรสุวรรณภูมิหรือที่เรียกกันว่า "แหลมทอง" ซึ่งท่านพระโสณะกับพระอุตตระได้เดินทางจากชมพูทวีปเข้ามาประดิษฐานนั้น จดหมายเหตุของหลวงจีนเหี้ยนจังเรียกว่า "ทวาราวดี" สันนิษฐานว่าได้แก่ที่จังหวัดนครปฐม เพราะมีโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆ เช่น พระปฐมเจดีย์ศิลารูปพระธรรมจักร เป็นต้น ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานประจักษ์พยานอยู่ว่าพระพุทธศาสนาที่เข้ามาในครั้งนี้เป็นแบบเถรวาทดั้งเดิม

ยุคอาณาจักรฟูนัน กษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่นับถือพระพุทธศาสนามีพระนามว่า ขุนหลวงเม้า ในช่วงปีพ.ศ. ๖๐๐ สมัยอาณาจักรอ้ายลาวที่รับอารยธรรมมาจากอินเดียเต็มที่  ยุคนี้การศึกษาพุทธศาสนารุ่งเรืองมากด้านคำสอนและศาสนวัตถุ โดยมีทั้งแบบเถรวาทและมหายานร่วมกับศาสนาพราหมณ์  
ในยุคลพบุรี ศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๘  พม่าได้โจมตีพวกมอญโดยยึดเอานครปฐมไป พระเจ้าอโนรชากษัตริย์พม่า ได้กวาดต้อนพระสงฆ์และศิลปกรสาขาต่างๆ กลับสู่พม่าจำนวนมาก โดยทิ้งอาณาบริเวณให้พวกขอมครอบครอง  ต่อมามีการสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ และศาสนสถานเพิ่มเติม ในยุคนี้มีเทวสถานที่ลือชื่อมากเช่น ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทหินพิมาย และพระปรางค์สามยอด  ชาวบ้านที่เป็นพวกขอมจะนับถือพราหมณ์(ลัทธิศิวเวท) และพุทธศาสนามหายานผสมกัน

ช่วงศตวรรษที่ ๑๘ เกิดอาณาจักรน่านเจ้าปกครองโดยราชวงศ์เม็งราย  เมื่อพระเจ้าเม็งราย, พ่อขุนรามคำแหง และพระเจ้างำเมือง ได้ร่วมสาบานว่าจะไม่เป็นศัตรูกัน พร้อมกับจะร่วมรบปราบ อาณาจักรมอญแถบลุ่มแม่น้ำปิง  จนในที่สุดสำเร็จและได้จัดตั้งนวปุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่ เป็นเมืองหลวงที่เป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรลานนาไทย

ยุคต่อมาคือสมัยสุโขทัย ดินแดนที่ปกครองโดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์(พระร่วง) ด้วยการบริหารแบบพุทธศาสนา ได้ตั้งมั่นในสุโขทัยและเลิกนับถือพุทธศาสนามหายานแบบขอม  ท่านยังนำเอาระบบปกครองตามแนวของพุทธศาสนาเถรวาทมาใช้ โดยได้รับพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์จากพระสงฆ์ชาวลังกา(ลังกาวงศ์)  ยุคนี้เริ่มปรากฏในประวัติศาสตร์บันทึกว่ามีพระสงฆ์ ฝ่ายอรัญวาสีคือมุ่งเน้นวิปัสสนาธุระมากโดยพบได้จากซากวัดที่สุโขทัย เชียงใหม่ และสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานสาขา ที่ วัดพระยืน จ.ลำพูน  แม้พระสงฆ์สมัยนั้นจะได้รับการฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานบ้าง แต่สำหรับชาวบ้านส่วนมากยังมุ่งเน้นการทำมาหากินมากกว่าการปฏิบัติกัมมัฏฐาน

          ต่อมาสมัยอยุธยา ในศตวรรษที่ ๒๓ ปรากฏเรื่องวิปัสสนาธุระ โดยสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(ศุข) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระสังฆราชไก่เถื่อน(เจ้าอาวาสองค์ที่ ๔ ของวัดมหาธาตุฯ จ.อยุธยา) ซึ่งเคยจำพรรษาที่วัดลานลอย อ.กรุงเก่า  ส่วนพระสงฆ์ด้านวิปัสสนาธุระฝ่ายอรัญวาสีอีกท่านคือพระวิสุทธาจารย์เถระ(เจ้าอาวาส วัดประดู่ทรงธรรม อ.กรุงเก่า) ได้เผยแผ่วิปัสสนาจนกระทั่งมรณภาพในยุครัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

          ครั้นถึงยุคกรุงธนบุรี  พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองมากด้านศาสนสถาน เพราะมีการสร้างวัดมากมาย และจำนวนพระสงฆ์เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องตามชำระพระอลัชชี(พระนอกรีต) ด้วยการจับมาสึก  ยุคนี้คือยุคแรกที่สถาปนาองค์พระสังฆราช และยังได้ลอกพระไตรปิฎกลงในใบลาน อีกทั้งยังได้คัมภีร์วิสุทธิมัคค์จาก ประเทศเขมรอีกด้วย  ถึงกระนั้นการปฏิบัติธรรมก็ยังคงไม่แพร่หลายแก่ชาว บ้าน โดยที่ประวัติมิได้กล่าวถึงเรื่องกัมมัฏฐานมากนัก  แต่พระเจ้าตากสินทรงเคร่งครัดและฟื้นฟูพุทธศาสนา  เมื่อใดที่เสร็จราชการ ท่านจะทรงเข้าปฏิบัติกัมมัฏฐานที่วัดบางยี่เรือ (วัดอินทาราม ในปัจจุบัน) เรียกว่า ลักษณะบุญ โดยมิได้อธิบายละเอียดเป็นหลักฐานว่าปฏิบัติด้วยรูปแบบใด

จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑  ได้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกเมื่อพ.ศ. ๒๓๓๒ และเริ่มก่อสร้างวัดกับพระพุทธรูปหลายแห่ง  ต่อมาได้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(ศุข) มาที่วัดพลับ จ.ธนบุรี เพื่อสถาปนาเป็นวัดหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ(วัดป่าอรัญวาสี)ชื่อว่า วัดราชสิทธาราม

พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากตราบจนปัจจุบันคือพระมหาโต ต่อมาได้รับเลื่อนเป็นสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหฺมรํสี) ท่านเป็นสามเณรนาคหลวงและได้ฝึกวิปัสสนาธุระในสำนักเจ้าคุณบวรวิริยเถร วัดสังเวชฯ บางลำภู กรุงเทพฯ ซึ่งมีความรู้สอนศิษย์ให้สอบบาลีเปรียญ ๙ ประโยคได้ แต่ท่านกลับไม่ยอมสอบไล่ ด้วยเหตุนี้รัชกาลที่ ๒ ที่เป็นโยมอุปัฏฐากจึงโปรดมอบเปรียญแก่ท่านทั้งที่ไม่ได้สอบ  

ในรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงจัดพระราชทานสมณศักดิ์หลายครั้งแก่ท่าน แต่ทุกครั้งที่จะมอบตำแหน่งให้สมเด็จโต ก็หลบหนีด้วยการไปธุดงค์  ท่านจะมีปฏิปทาและนิสัยแปลกในการสอนธรรมะ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๔  สมเด็จโตที่เรารู้จักกัน ท่านได้ถูกยกย่องเป็นพิเศษว่าได้วิมุติหลุดพ้นแล้ว

ในสมัยนี้เกิดนิกายธรรมยุติขึ้นโดยพระวชิรญาณเถระ(เจ้าฟ้ามงกุฏ) ในสมัยที่ท่านทรงผนวชอยู่และศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส  ท่านได้ทรงเสด็จอุปสมบทใหม่ในปีพ.ศ. ๒๓๗๒  ต่อมาได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปีพ.ศ. ๒๓๗๖ แล้วเสด็จกลับมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ โดยใช้เป็นที่ตั้งและศูนย์กลางของคณะธรรมยุติ

ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ พระภิกษุฝ่ายกัมมัฏฐานที่มีชื่อมากที่สุดคือพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต  ท่านได้ฝึกกัมมัฏฐานกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺสีโล วัดเลียบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งต่อมาท่านได้เป็นพระอาจารย์ใหญ่แนวบริกรรมพุทโธ สายธรรมยุติ ที่มีลูกศิษย์ทั่วประเทศและแพร่หลายตราบจนปัจจุบัน 

ต่อมาในรัชกาลที่ ๙ พระภิกษุที่ได้ทำประโยชน์อย่างสูงสุดอีกท่านหนึ่ง ในการเผยแผ่ทั้งปริยัติ(การศึกษาพระอภิธรรม) และปฏิบัติ(วิปัสสนากัมมัฏฐาน-แนวบริกรรมพองยุบ สายมหานิกาย) คือพระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ) ซึ่งท่านเป็นผู้ริเริ่ม สนับสนุน พัฒนา และทำให้วิปัสสนากัมมัฏฐานเผยแผ่สำนักไปกว่า ๔๐๐ แห่งทั่วประเทศ

พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตและพระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ) เป็นพระภิกษุ ๒ รูปที่มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อวงการวิปัสสนา ซึ่งทำให้ก่อเกิดสำนักปฏิบัติทั้งในและต่างประเทศ  แม้ว่าการปฏิบัติเบื้องต้นของทั้ง ๒ สายจะแตกต่างกันบ้าง แต่ก็มีจุดหมายและได้ผลเช่นกัน ซึ่งทั้ง ๒ สายมีประวัติกัมมัฏฐานดังนี้

ประวัติกัมมัฏฐาน สายธรรมยุติ - พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

พระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต – พระอาจารย์กัมมัฏฐานที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และมีคุณูปการอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ตามแนวการปฏิบัติกัมมัฏฐาน (สมถยานิกะ) ด้วยองค์บริกรรม พุทโธ

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์สายธรรมยุติ มีดังต่อไปนี้

สมัยสุโขทัย                           -ตามหลักภาวนานัยแห่งปปัญจสูทนี ในอรรถกถา มัชฌิมนิกาย เริ่มมีการปฏิบัติสมถยานิกะ(เจริญสมถ ก่อนจึงเจริญวิปัสสนา) โดยพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี ที่มุ่งเน้นวิปัสสนาธุระ ตามสำนักกัมมัฏฐานสาขาต่างๆ ใน จ.สุโขทัย เชียงใหม่ และลำพูน

สมัยกรุงศรีอยุธยา                -สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(ศุข) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ จ.อยุธยา ทรงสอนวิปัสสนาธุระจนกระทั่งถึงยุคสมัยรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ -สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร(ศุข) ย้ายมาที่วัดพลับ จ.ธนบุรี และได้รับการสถาปนาเป็นวัดหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ(วัดป่าอรัญวาสี) โดยต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดราชสิทธาราม

สมัยรัชกาลที่ ๒                    -พระมหาโต ต่อมาได้เลื่อนเป็น สมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหฺมรํสี) ได้ฝึก  วิปัสสนาธุระที่วัดสังเวชฯ บางลำภู กรุงเทพฯ และเผยแผ่จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ โดยที่ท่านถูกยกย่องว่าได้วิมุติหลุดพ้นแล้ว

สมัยรัชกาลที่ ๔                    -เพิ่มนิกายพระสงฆ์ใหม่ชื่อ ธรรมยุติ จากเดิมที่มีแต่ มหานิกาย
-สนับสนุนให้เรียนบาลีศึกษา หลักสูตรเปรียญธรรม และนักธรรม (คันถธุระ) สำหรับพระภิกษุ เพราะตรวจสอบได้เป็นรูปธรรม
-มอบหมายให้พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย สอนวิปัสสนาธุระเอง เพราะไม่มีพระอาจารย์ที่สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ตรงตามพระไตรปิฎก  
สมัยรัชกาลที่ ๕                    -เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เสนอว่าการปฏิบัติ
(๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙)  วิปัสสนาธุระนั้นไม่ได้เป็นไปตามคำสอนในคัมภีร์วิสุทธิมรรค จึงเสนอให้ยกเลิก
                                                  การสอนวิปัสสนาธุระของสายมหานิกาย
(๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๙)      -การปฏิบัติด้านวิปัสสนาธุระได้ขาดหายไปจากหลักสูตรการศึกษา ของคณะสงฆ์ไทย
  -พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ฝึกกัมมัฏฐานกับ พระอาจารย์เสาร์ กฺนตสีโล  จากนั้นได้ธุดงค์ไปภาคอีสาน ปฏิบัติต่อจนได้บรรลุคุณวิเศษ และเผยแผ่กัมมัฏฐานแบบบริกรรม พุทโธ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสจนถึงปัจจุบัน โดยมีสำนักกัมมัฏฐานทั่วประเทศและทั่วโลก

สมัยรัชกาลที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๓๘) -มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้บรรจุวิปัสสนากัมมัฏฐานรูปแบบบริกรรม พุทโธ        เป็นหลักสูตรปฏิบัติภาคบังคับ ๑๕ วันที่สอนโดยพระธรรมวิสุทธิกวี(พิจิตร ฐิตวณฺโณ)


ยุคร่วมสมัย     -พระเกจิอาจารย์กัมมัฏฐาน สายธรรมยุติ (บริกรรมพุทโธ) จากอดีตถึงปัจจุบันมีดังนี้

-พระอริยกวี(อ่อน)                                                     -พระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท)
-สมเด็จพระมหาวีรวงค์(ติสฺโส อ้วน)                         -พระปัญญาพิศาลเถร(หนู จิตปญฺโญ)
-หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล                                              -หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต          
-พระราชวุฒาจารย์(หลวงปู่ดูลย์ อตฺโล)                    -พระโพธิญาณเถร(หลวงพ่อชา สุภทฺโท)          
-พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)                  -พระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ)   
-พระราชสังวรญาณ(หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)                 -พระธรรมวิสุทธิมงคล(หลวงตาบัว สิริสัมปันโน)
-พระราชธรรมเจติยาจารย์(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)   -พระราชพิพัฒนาทร(ถาวร จิตฺตถาวโร)         
-พระวิสุทธิญาณเถระ(หลวงพ่อสมชาย จิตวิริโย)         -หลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ  เป็นต้น

ประวัติกัมมัฏฐาน สายมหานิกาย - สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร)

พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ) ภายหลังได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ  ท่านมีวิสัยทัศน์และคุณูปการอย่างยิ่งสำหรับ วงการวิปัสสนากัมมัฏฐาน(วิปัสสนายานิกะ) ตามรูปแบบบริกรรมพองหนอ ยุบหนอ โดยได้ริเริ่มนำการสอนปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค และการเรียนพระอภิธรรมปิฎก (อภิธัมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉท) มาร่วมเผยแผ่แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์สายมหานิกายมีดังนี้

รัชกาลที่ ๕ -การปฏิบัติด้านวิปัสสนาธุระได้ขาดหายไปจากหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ในวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๙

พ.ศ. ๒๔๙๑   -พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ) ได้ไปร่วมงานที่ท้องสนามหลวงและได้สนทนากับท่านอูละหม่อง เอกอัครราชทูต แห่งสหภาพพม่า จึงทำให้ท่านสนใจในพระไตรปิฎก อรรถกถาและฎีกา ภาษาบาลีฉบับอักษรพม่า เพราะมีความสมบูรณ์ทางด้านคัมภีร์

พ.ศ. ๒๔๙๒   -สภาการพุทธศาสนาแห่งสหภาพพม่าได้ส่งผู้ชำนาญการสอน พระอภิธรรมปิฎก ๒ ท่านมาประเทศไทยคือ ท่านสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ สอนอยู่ที่วัดระฆังฯ(มรณภาพ ปีพ.ศ. ๒๕๐๙)  และท่านเตชินทะ ธัมมาจริยะสอนอยู่ที่วัดปรกพม่า(ได้กลับพม่าใน ปีพ.ศ. ๒๕๐๔)

พ.ศ. ๒๔๙๓   -ประเทศไทยได้รับพระไตรปิฎก อรรถกถาและฎีกา จากประเทศพม่าจำนวน ๓ ชุด โดยมอบให้มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ ๑ ชุด, มหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร ๑ ชุด และแก่สำนักสอนพระอภิธรรม วัดระฆังโฆสิตาราม ๑ ชุด

พ.ศ. ๒๔๙๕   -พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ)ได้อ่านหนังสือ พระวิสุทธิมัคคเผด็จ และเห็นว่าเมืองไทยยังไม่มี รูปแบบวิปัสสนาที่สอนตรงตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเรียบเรียงมาจากพระไตรปิฎก  ท่านจึงมีดำริให้ส่งพระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ไปฝึกวิปัสสนาตามสำนักต่างๆ ในประเทศไทยและส่งไปที่พม่าเพื่อประโยชน์ด้านวิปัสสนาธุระ  ท่านจึงเป็นผู้ริเริ่ม บุกเบิก สนับสนุน และเผยแผ่วิปัสสนาธุระที่สำคัญที่สุดของฝ่ายมหานิกาย

พ.ศ. ๒๔๙๖    -พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ)ได้ส่ง พระมหาบำเพ็ญ กับสามเณรไสว ไปศึกษาคันถะธุระ และยังได้ส่ง พระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ ไปฝึกวิปัสสนาธุระ ด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานกับพระโสภณมหาเถระ(พระมหาสีสยาดอ) ที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนาสาสนยิสสา จ.ย่างกุ้ง ประเทศพม่า จนได้สำเร็จเป็นพระวิปัสสนาจารย์  ต่อมาได้กลับมาสอนที่วัดมหาธาตุฯ คณะ ๕ กรุงเทพฯ พร้อมกับพระธรรมทูตชาวพม่า(วิปัสสนาจารย์) ที่ร่วมเดินทางมาเผยแผ่วิปัสสนาธุระ ตามคำเชิญของพระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ) อีก ๒ ท่านคือ พระอินทวังสะ           (ไม่นานก็เดินทางกลับพม่า)  ส่วนพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ สอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่โบสถ์และในคณะ ๕ วัดมหาธาตุฯ

พ.ศ. ๒๔๙๘   -ท่านได้นำวิปัสสนาธุระเสนอต่อคณะสังฆมนตรีและได้มีมติรับหลักการพร้อมกับยกวิปัสสนาธุระ เป็นกองการวิปัสสนาธุระของมหาเถรสมาคมในยุคนั้น

พ.ศ. ๒๕๐๕    -พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ ได้ย้ายจากวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพ ไปสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานที่สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี

พ.ศ. ๒๕๐๗   -พระพิมลธรรมถูกกลั่นแกล้งด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกบังคับให้สละผ้าเหลืองและถูกจำคุกที่สันติบาลด้วยเหตุผลทางการเมืองในขณะนั้น  ต่อมาท่านได้หลุดพ้นจากทุกข้อกล่าวหาและได้รับคืนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายของประเทศไทยที่ท่านไม่ได้กลับเข้าทำงานสู่ฝ่ายบริหารและพัฒนางานธุระสำคัญที่สุด ๒ ประการของคณะสงฆ์ไทยคือ

๑.  คันถะธุระ(การศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ)    
๒.  วิปัสสนาธุระ(การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักสติปัฏฐาน ๔) 

พ.ศ. ๒๕๒๔    -มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้แต่งตั้งกองวิปัสสนาธุระและได้เล็งเห็นความสำคัญ โดยบรรจุการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นหลักสูตรภาคบังคับแก่พระนิสิตและนิสิตทุกรูปคนในระดับปริญญาตรี โท และเอก

พ.ศ. ๒๕๔๑   -พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะรับนิมนต์ไปจำพรรษาที่ วัดภัททันตะอาสภาราม ต.หนองปรือ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี 

ยุคร่วมสมัย       -วิปัสสนาจารย์และอาจารย์สายมหานิกาย(บางส่วน)ของสายบริกรรมพองยุบ มีดังนี้

-พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ          -พระธรรมธีรราชมหามุนี(โชดก าณสิทฺธิ)
-พระธรรมสิงหบุราจารย์(จรัญ ฐิตธมฺโม)             -พระเทพสิทธาจารย์(ทอง สิริมงฺคโล)      
-พระครูประจาก สิริวณฺโณ                                -พระอาจารย์สมภาร สมภาโร
-พระอาจารย์มหาเหล็ก จนฺทสีโล                      -พระอาจารย์สว่าง ติกฺขวีโร
-พระมหาทองมั่น สุทฺธจิตฺโต                            -พระอาจารย์ไสว าณวีโร
-แม่ชีบุญมี เวชสาร                                         -คุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย เป็นต้น

สายวิปัสสนาวงศ์ของวิปัสสนาจารย์รูปแบบบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ

ตามสายวิปัสสนาวงศ์ที่ปรากฎนามของลำดับพระวิปัสสนาจารย์ที่ได้ร่วมเผยแผ่วิปัสสนากัมมัฏฐานมีดังนี้

ช่วงเวลา            ชื่อของพระวิปัสสนาจารย์                                   สถานที่เผยแผ่

-สมัยพุทธกาล   -พระสัมมาสัมพุทธเจ้า                                     ประเทศอินเดีย

-พ.ศ. ๒๓๕       -พระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระ(ประธานสังคายนา)    กรุงปาฏลีบุตร  ประเทศอินเดีย
                      -พระโสณะอรหันต์  และพระอุตตระอรหันต์          สุธรรมบุรี  รัฐสุวรรณภูมิ
-ก่อน              -พระพุทธโฆสะ                                                ประเทศศรีลังกา

พ.ศ. ๑๐๐๐      ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาษามคธ(บาลี)           
  และ พระอนุรุทธาจารย์                                     ประเทศศรีลังกา
                        ผู้แต่งคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ภาษาสิงหล                    

-พ.ศ. ๑๐๐๐     -พระอโนมทัสสีอรหันต์                                                  
                        พระอธิสีลอรหันต์ มหาเถระ
                        พระปุราณทัสสีอรหันต์ มหาเถระ
                        พระมหากาฬอรหันต์  และ พระสีลพุทธิอรหันต์

-พ.ศ. ๑๕๔๑     -พระธรรมทัสสีอรหันต์                                      อริมัททนบุรี  รัฐสุวรรณภูมิ
                        พระอริยวังส มหาเถระ

-พ.ศ. ๑๘๕๕     -พระจุลอรหันต์เถระ และ พระทิพพจักษุเถระ          วิชัยปุระบุรี  รัฐสุวรรณภูมิ

-พ.ศ. ๑๘๘๓     -พระสุธรรมมหาสามีเถระ                   
                                       
-พ.ศ. ๑๙๔๗     -พระจาคม มหาเถระ                                        รัตนปุระธานี  ประเทศพม่า

-พ.ศ. ๒๐๙๗     -พระสัทธรรมกิตติ มหาเถระ                               ไชยปุระธานี
                        พระติสาสนธช มหาเถระ                                    
                        พระโชติปุญญ มหาเถระ                                   รัตนปุระธานี

-พ.ศ. ๒๑๘๓     -พระชมพูทีปธช มหาเถระ                                  ถ้ำสุวรรณคูหา  กุขนะธานี

-พ.ศ. ๒๑๙๐     -พระเขม มหาเถระ                                            
                        พระติรงคภิกขุ (พระติรงคะ สยาดอ)
                        พระอาจารย์ นโมอรหันต์
                        พระนารทภิกขุ หรือ พระมิงกุลโตญภิกขุ (พระมิงกุลเชตวันสะยาด่อร์)
                                                                                                    สุธรรมบุรี (เมืองสะเทิม)

-พ.ศ. ๒๔๙๒    -พระอาจารย์ภัททันตะ โสภณมหาเถระ ธัมมาจริยะ(พระอาจารย์มหาสีสยาดอ)(วิปัสสนาจารย์ใหญ่ - สำนักวิปัสสนาสาสนยิตสา)  เมืองย่างกุ้ง  ประเทศพม่า

-พ.ศ. ๒๔๙๕     -พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ)                           กรุงเทพฯ  ประเทศไทย
(ผู้ริเริ่มและสนับสนุน วิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนวคัมภีร์วิสุทธิมรรค)     
               
-พ.ศ. ๒๔๙๖    -พระมหาโชดก ญาณสิทฺธิ  
(วิปัสสนาจารย์ใหญ่รุ่นแรกในประเทศไทย)                       คณะ ๕ วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ

-พ.ศ. ๒๕๐๕    -พระอาจารย์ ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็น  พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ                                                 อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ
(วิปัสสนาจารย์ใหญ่ - สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม) จังหวัดชลบุรี  ประเทศไทย

รูปแบบของสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานทั่วโลก

ปัจจุบันสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานในระดับสากลทั่วโลกมีประมาณ ๘ สาย (ช่วงปี 2561) ดังนี้

            สายที่ ๑ สำนักตามแนวของพระโสภณมหาเถระหรือพระอาจารย์มหาสีสยาดอ(Venerable Mahasi Sayadaw) พระภิกษุชาวพม่าที่ใช้รูปแบบกำหนดเดินจงกรม ๖ ระยะ, นั่งสมาธิบริกรรมพองหนอ ยุบหนอ และให้กำหนดอิริยาบถต่างๆ ต่อเนื่องทั้งวัน  โดยได้รับการถ่ายทอดมาจากประเทศอินเดีย เผยแผ่มาจนถึงประเทศพม่า ซึ่งมีสำนักวิปัสสนาอยู่ในทวีปเอเชีย อเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป ประมาณ ๒๐ แห่ง ทั่วโลก  

            สายที่ ๒ สำนักของท่านสัตยา นารายัน โกเอ็นก้า (S.N. Goenka) ฆราวาสชาวอินเดียที่เดินทางมาค้าขายในพม่าและได้ไปฝึกวิปัสสนากับพระอาจารย์อูบาขิ่น(Venerable U Ba Khin) ภิกษุชาวพม่า ด้วยรูปแบบสติปัฏฐานแบบไม่มีองค์บริกรรม ในท่านั่งสมาธิอย่างเดียวประมาณวันละ ๑๐ ชั่วโมง  ปัจจุบันสำนักสายท่านโกเอ็นก้ามี สาขาทั่วโลกที่เป็นศูนย์ (Center) ๑๘๕ แห่ง และ
สถานฝึก (Non-Center) ๑๓๘ แห่ง รวมถึงประเทศไทยด้วย

            สายที่ ๓ สายท่านดาไล ลามะ พระธิเบตในประเทศอินเดีย สายวัชรยาน ด้วยการสอนที่เน้นบรรยาย ความรักและเมตตา(Loving Kindness and Compassion) แก่ทุกศาสนา ไปทั่วโลก ซึ่งเป็นที่นิยมของนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ และทุกสาขาอาชีพ  ปัจจุบันมีการสอนทำสมาธิ และฟังบรรยายธรรมะ ในอเมริกาประมาณ ๒๐ แห่ง, ในยุโรป ๒๐ แห่ง ในรัสเซีย ออสเตรเลีย บราซิล เมกซิโก และในเอเชียมีประมาณ ๗ แห่ง


            สายที่ ๔ สำนักของพระธรรมทูตไทยสายธรรมยุติ แบบอานาปานสติภาวนาบริกรรมพุทโธที่เริ่มด้วยการนั่งสมาธิ เดินจงกรม และอิริยาบถย่อย โดยปฏิบัติตามสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในวัดไทยทั่วโลกซึ่งเผยแผ่โดยพระสงฆ์สายธรรมยุติและพระธรรมทูติของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

            สายที่ ๕ สำนักของพระธรรมทูตไทยสายมหานิกาย แบบวิปัสสนาภาวนาบริกรรมพองหนอ ยุบหนอ ตามรูปแบบเดียวกับของพระอาจารย์มหาสีสยาดอ ซึ่งได้ถ่ายทอดแก่พระอาจารย์ ดร. ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ-วิปัสสนาจารย์ของพระธรรมธีรราชมหามุนี(โชดก ญาณสิทฺธิ) และเป็นต้นแบบของวิปัสสนากัมมัฏฐานในการปฏิบัติของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบัน ที่สนับสนุนวัดไทยในต่างแดนด้วยการส่งพระธรรมทูตเผยแผ่ไปทั่วโลก

            สายที่ ๖ สาย มหานิกาย ตามแนวการสอนของ พระอาจารย์ชา สุภัทโท (Ajahn Chah) ในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่นิยม ของชาวต่างชาติ และมหาเศรษฐี ได้เข้ามาบวชกันมาก ตามรูปแบบสายวัดป่า (อรัญวาสี)

            สายที่ ๗ สายท่านติช นัท ฮัน พระชาวเวียตนามที่สอนอยู่ในฝรั่งเศส สอนการเจริญสติรู้ในปัจจุบัน (Now and Present Moment)

           สายที่ ๘ สายการเจริญสติ ตามแนวจิตวิทยาทางการแพทย์ (Mindfulness Meditation) ที่สอนโดยชาวตะวันตก ในมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ และศูนย์ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งไม่เน้นว่าการเจริญสติเป็นเรื่องศาสนา แต่เป็นของสากล สำหรับทุกชาติ/ศาสนา (Non-Secular / Non-Religion) ด้วยหลักสูตรดังนี้

            ๑. สติคลายเครียด ในหลักสูตร ๘ สัปดาห์
(MBSR - Mindfulness Based Stress Reduction 1979)

            ๒. สติบำบัดโรคทางใจ เช่น โรควิตกกังวล แพนิค ซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทำ ฯลฯ
(MBCT - Mindfulness Based Cognitive Therapy 1991)

            ๓. สติป้องกัน การกลับมาเสพ (ยาเสพติด) หรือเป็นโรคทางใจซ้ำอีก
(MBRP - Mindfulness Based Relapse Prevention 2010)

            ๔. หลักสูตร เจริญสติ (Mindfulness-Based) อื่นๆ เช่น
                 MBCP : Mindfulness-Based Childbirth and Parenting
                 MBTA : Mindfulness-Based Treatment Approaches
                 MBEAT : Mindfulness-Based Eating Awareness Training
                 MBEC : Mindfulness-Based Elder Care
                 MBCR  : Mindfulness-Based Cancer Recovery