Vipassana - Mindfulness Meditation, Bangkok, Thailand

Vipassana - Mindfulness Meditation, Bangkok, Thailand

menu

[ หน้าแรก คำนำ ]
[ ปัญหาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ]
[ ภาคปริยัติ (ทฤษฎี) - พื้นฐานหลักธรรมของชีวิต ]
[ ประวัติกรรมฐานในสมัยพุทธกาล ]
[ ประวัติกรรมฐานในประเทศไทย ]
[ หลักฐานอ้างอิงของ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในพระไตรปิฎก และคีมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ]
[ ตารางเปรียบเทียบ วิปัสสนากรรมฐาน รูปแบบบริกรรม พองหนอ ยุบหนอ กับ มหาสติปัฏฐานสูตร ๒๑ บรรพ ]
[ ตารางเปรียบเทียบ กรรมฐานในสมัยพุทธกาล, วิปัสสนาญาณ ๑๖, วิสุทธิ ๗, ไตรสิกขา และอริยมรรคมีองค์ ๘ ]

[ ***ประโยชน์ของ การเจริญสติปัฏฐาน (วิปัสสนากรรมฐาน) ตามแนวของพระพุทธศาสนา ๓๑ ประการ - ฺฺBENEFITS OF VIPASSANA MINDFULNESS BUDDHISM MEDITATION ]

[ ***ประโยชน์ของ การเจริญสติ / สติคลายเครียด ตามแนวของจิตวิทยาทางการแพทย์ ๓๑ เรื่อง - BENEFITS OF MINDFULNESS in PSYCHOLOGY AND NEUROSCIENCE ]
[ ภาคปฏิบัติ และ เทคนิค ในวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ]
[ *****วิปัสสนาญาณ ๑๖ - เส้นทางและเป้าหมายของวิปัสสนากรรมฐาน ในรูปแบบกำหนด พองหนอ ยุบหนอ ]
[ ปัจจัยที่ทำให้ วิปัสสนาญาณ ๑๖ ก้าวหน้า ]
[ ภาคปฏิเวธ ]

[ ประวัติ / ประสบการณ์การสอนวิปัสสนา เจริญสติ และการบรรยายของ อ.อณิวัชร์ เพชรนรรัตน์ - ผู้ก่อตั้ง ชมรมศูนย์เจริญสติ ]
[ กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ แก่ ชุมชนรอบวัดและประชาชนทั่วไป ]
[ ประวัติแม่ชีบุญมี เวชสาร - วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร กรุงเทพฯ วิปัสสนาจารย์ สายพองยุบ ศิษย์ของ พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภะมหาเถระ สำนักวิเวกอาศรม จ.ชลบุรี ]
[ ประวัติการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานของ แม่ชีบุญมี เวชสาร ]

[ เปิดสอน - 1.1 การเจริญสติ พัฒนา โรคทางใจ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR MENTAL DISORDERS and SUFFERINGS เช่น โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder - MDD) โรคซึมเศร้าหลังคลอดลูก (PostPartum Depression (PPD) โรคย้ำคิดย้ำทำ(Obsessive Compulsive Disorder - OCD) โรคเครียด(Stress Reduction) โรควิตกกังวล(General Anxiety Disorder - GAD) โรคเครียดจากเหตุการณ์ร้ายแรง (posttraumatic stress disorder - PTSD) โรคสมาธิสั้น (Attention deficit hyperactivity disorder - ADHD) การเจ็บป่วยเรื้อรัง โรคนอนหลับยาก โรคโกรธง่าย และโรคทางใจอื่นๆ ด้วยหลักเจริญสติ ผสมผสานกับ หลักการและแนวคิดเพื่อพัฒนาปัญญา/สมอง ]

[ เปิดสอน - 1.2 การเจริญสติ ช่วยบรรเทา ลด ละ การติดยาเสพติด และป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR DRUG ADDICTED AND RELAPSE PREVENTION ]

[ เปิดสอน - 2. การเจริญสติ พัฒนานิสัยอารมณ์ตนเอง, ปัญหาการทำงาน/อาชีพ และ ปัญหาในครอบครัว - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR SELF, CAREER AND FAMILY HAPPINESS ]

[ เปิดสอน - 3. การเจริญสติ พัฒนาการเรียน สำหรับ นักเรียน และ นิสิต – MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR STUDENT EDUCATION ]

[ เปิดสอน - 4. การเจริญสติ พัฒนาการสอน/เลี้ยงลูก สำหรับ คู่สามีภรรยา – MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR CHILD TEACHING & PARENTING PREPARATION ]

[ เปิดสอน - 5. การเจริญสติ พัฒนาสมอง/ความจำ สำหรับ ผู้เกษียณ และ ผู้สูงอายุ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR RETIRED AND ELDERLY ]

[ เปิดสอน - 6. การเจริญสติ พัฒนานิสัยอารมณ์ /ปัญญา/ เป้าหมายของการบวช/ ไตรสิกขา เพื่อเป็นคนดีของครอบครัว ที่ทำงาน และสังคม สำหรับ พระภิกษุบวชใหม่ - MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT FOR NEW BUDDHIST MONKS ]

[ 7. สนับสนุนสร้าง ศูนย์เจริญสติ - วิปัสสนากัมมัฏฐาน ประจำวัด และ ถวายสอน วิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อสร้าง พระวิปัสสนาจารย์ - VIPASSANA MINDFULNESS MEDITATION CENTER IN A TEMPLE AND VIPASSANA MEDITATION MASTER FOR MONKS ]

[ 8. กิจกรรมแนะนำ และ สนับสนุนพัฒนาวัด เพื่อสร้าง แผนกปริยัติ ปฏิบัติ และ งานเผยแผ่ แก่ชุมชน - TEMPLE DEVELOPMENT CONSULTANT AND SUPPORT FOR KNOWLEDGE THEORY SECTION, PRACTICE SECTION AND BUDDHIST DISSEMINATION FOR COMMUNITY SERVICES ]

[ 9. VIPASSANA MINDFULNESS MEDITATION IN BANGKOK FOR FOREIGNERS TO DEVELOP SELF TEMPER/EMOTION, WORK/CAREER AND FAMILY HAPPINESS FOR FREE AS PUBLIC SERVICES AND BUDDHIST DISSEMINATION ]

[ 10. MINDFULNESS & INTELLIGENCE DEVELOPMENT AT WORK - การเจริญสติ/ปัญญา ในที่ทำงาน เพื่อพัฒนาบุคลากรในองค์กร ให้เกิดความสุข ปัญญา พัฒนาการทำงาน ปรับปรุงนิสัยตนเอง และ สร้างความสุขในครอบครัว ]

[ 11. MINDFULNESS AT SCHOOL - การเจริญสติใน โรงเรียน แก่ครู เพื่อสอนนักเรียน ในการพัฒนาการเรียน นิสัย ปัญหาครอบครัว สังคมเพื่อน และอนาคต ให้เกิดความสุข / ปัญญา ]

[ 12. CASE STUDIES FOR MENTAL DISORDER BY MINDFULNESS MEDITATION - กรณีศึกษา : ผู้เข้ารับการฝึกเจริญสติ เพื่อบรรเทาช่วยเหลือ โรคทางใจ เช่น โรคแพนิค โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคเครียด โรคนอนหลับยาก โรคย้ำคิดย้ำทำ นอนหลับยาก ]

[ 13. กิจกรรมบริจาคทาน ของ ชมรมศูนย์เจริญสติ วัดลาดพร้าว ]

[ ALMA MATER and EXPERIENCES BACKGROUND OF VIPASSANA MEDITATION TEACHER ]


กัมมัฏฐานสมัยพุทธกาล


กัมมัฏฐานสมัยก่อนพุทธกาล
            ยุคก่อนสมัยพุทธกาล นักบวชอินเดียได้ฝึกปฏิบัติ สมถกัมมัฏฐาน(สมาธิ) ทั้งแบบทรมาน ตนเอง และสุขแบบสุดโต่ง ซึ่งทั้ง๒ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นจากความทุกข์  ในช่วงก่อนการตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า ท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบส ได้ปฏิบัติสมาธิ ถึงขั้นสูงสุด ของอรูปฌาน๔ และเป็นอาจารย์สอนสมาธิแก่เจ้าชายสิทธัตถะหลังเสด็จออกบวชใหม่ๆ  ต่อมาอาจารย์ทั้ง ๒ ได้เสียชีวิตก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ และได้ไปเกิดในชั้นอรูปพรหมที่ละเอียดที่สุด  หลังจากที่ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วไม่สามารถไปแสดงธรรมแก่อาจารย์ทั้ง ๒ ให้บรรลุถึงพระนิพพานได้ เพราะยุคก่อนมีแต่การสอนสมถกัมมัฏฐาน ซึ่งไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้ หากต้องการพ้นทุกข์ต้อง เจริญสติปัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐานเท่านั้น

กัมมัฏฐานในสมัยพุทธกาล
หลังจากพระพุทธองค์ได้ฝึกสมาธิ(สมถกัมมัฏฐาน) กับท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบส จนจบหมดแล้ว  ท่านทรงรู้ว่านั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงแสวงหาทางหลุดพ้นต่อไป  จนในที่สุด ได้ทรงค้นพบการปฏิบัติเพื่อเข้าถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสในใจ ด้วยการปฏิบัติแนวทางสายกลาง โดยไม่ติดสุขหรือทุกข์สุดโต่ง  เนื่องจากการปฏิบัติแต่สมาธิอย่างเดียว ไม่ทำให้หลุดพ้นจาก อาสาวะกิเลสได้  หลักการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ และสอนให้ปฏิบัติตามคือหลักสติปัฏฐาน ๔ ทางกาย เวทนา จิต และธรรม หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งเป็น เอกายนมรรค ที่เป็นวิธีทางพ้นทุกข์ ทางเดียวเท่านั้น  
พุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า“ทางนี้เป็นทางอันเอกหรือเป็นทางเดียวเท่านั้น เพื่อทำกาย วาจา ใจ ของสรรพสัตว์ให้บริสุทธิ์ เพื่อดับความเศร้าโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับความทุกข์กาย และ ความทุกข์ใจ เพื่อบรรลุญายธรรม คืออริยมรรค และเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔”   

รูปแบบของการบรรลุธรรม ๕ ประเภท

แม้ว่าสติปัฏฐานจะเป็นวิธีการปฏิบัติเดียวเพื่อการบรรลุธรรม แต่รูปแบบ ของการบรรลุธรรมโดยผ่านทางสติปัฏฐาน ในคัมภีร์วิมุตติสูตร หรือวิมุตตายตนะ(เหตุแห่งความหลุดพ้น) ได้รวบรวมและแสดง 
วิธีของการบรรลุธรรม ๕ ประเภท ไว้ดังนี้
๑.     การฟังธรรม แล้วบรรลุธรรมด้วยสติปัฏฐาน
๒.    การแสดงธรรม(บรรยายธรรม) แล้วบรรลุธรรมด้วยสติปัฏฐาน
๓.     การสาธยายธรรม(สวดมนต์) แล้วบรรลุธรรมด้วยสติปัฏฐาน
๔.    การพิจารณาธรรม(พิจารณาธรรม หรืออารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้นทุกอย่างโดยมีธรรมชาติ ของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) แล้วบรรลุธรรมด้วยสติปัฏฐาน
๕.    สมาธินิมิต(บรรลุธรรมจากการเจริญสติปัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน)  ผู้ที่ปฏิบัติวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องศึกษา หรือมีความรู้ด้านทฤษฎีมาก่อนก็ได้ โดยลงมือปฏิบัติได้ทันที พร้อมกับมีวิปัสสนาจารย์ที่มีประสบการณ์ให้คำแนะนำ และช่วยปรับอินทรีย์ให้แก่ผู้ปฏิบัติ
            การบรรลุธรรมทั้ง ๕ วิธีนั้น ถ้าผู้ที่เรียนรู้หรือฟังแล้วไม่นำไปปฏิบัติก็จะไม่เกิดผล  และเป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น  การบรรลุธรรมจะขึ้นได้จริงจากการน้อมนำไปปฏิบัติจริง ที่อารมณ์ภายในของจิต ด้วยวิธีปฏิบัติอย่างเดียวคือการเจริญสติปัฏฐาน ๔
ธรรมเทศนาสำคัญของพระพุทธองค์ที่เกี่ยวกับการเจริญสติปัฏฐานเพื่อการบรรลุธรรมมีดังนี้   
“สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งเหล่านั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา”
“เมื่อเห็น จักเป็นเพียงแต่เห็น, เมื่อได้ยิน จักเป็นเพียงแต่ได้ยิน, เมื่อรู้อารมณ์ทางจมูก ลิ้น กาย จักเป็นเพียงแต่รู้อารมณ์ทางจมูก ลิ้น กาย และเมื่อรู้อารมณ์ทางใจ จักเป็นเพียงแต่รู้อารมณ์ทางใจ” โดยทรงตรัสสอนแก่ท่านพาหิยะ
และ ”ทรงสอนให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ แก่พระภิกษุและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในแคว้นกุรุ” เป็นต้น    

การบรรลุธรรมของบุคคล ๔ ประเภท
การบรรลุธรรมได้ช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับประเภทของบุคคลที่เหมาะแก่การบรรลุธรรม ซึ่งมี ๔ ประเภทหรือที่อุปมาบุคคลเหมือนกับบัว ๔ เหล่าดังนี้

๑.   อุคฆฏิตัญญูบุคคล คือผู้บรรลุธรรมเร็ว ได้ด้วยการฟังอุเทศ คือฟังเพียงหัวข้อและประโยคเท่านั้น โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเช่น ท่านพาหิยะได้ฟังธรรมจากพุทธองค์ว่า “เมื่อยินสักแต่ว่ายิน เมื่อเห็นสักแต่ว่าเห็น เป็นต้น” จากนั้นท่านก็นำไปปฏิบัติด้วยตนเอง จนบรรลุธรรมในเวลาต่อมา
๒. วิปจิตัญญูบุคคล คือผู้บรรลุธรรมเร็ว ได้ด้วยการฟังนิเทศ คือการอธิบายความโดยสังเขปและบรรลุธรรมในภายหลัง จากการฟังธรรมที่เป็นหัวข้อหรือประโยคพร้อมกับรายละเอียด
๓.   เนยยบุคคล คือผู้บรรลุธรรมเร็ว ได้ด้วยการฟังปฏินิเทศ  คือการอธิบายโดยพิสดารและพากเพียรปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงจะทำให้บรรลุธรรมในกาลภายหลัง
๔.   อภัพพบุคคล หรือ ปทปรมะ คือผู้ที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้ เพียงสะสมบุญสำหรับในชาติต่อไป
         ในสมัยพุทธกาล บุคคลประเภทที่ ๑ และ ๒ มีอยู่มาก แต่เมื่อผ่านไป ๒,๕๕๐ ปี บุคคล ๒ ประเภทแรกเหลือจำนวนน้อยมาก  ส่วนบุคคลประเภทที่ ๓ (เนยยะ) มีจำนวนมากในยุคนี้  ด้วยเหตุนี้การบรรลุธรรมด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงเหมาะสม ได้ผลดี และเป็นที่นิยมสำหรับเนยยบุคคล ในสมัยปัจจุบัน


วิธีปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในสมัยพุทธกาล

          พระพุทธองค์ทรงสอนวิธีปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ หรือวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ปรากฎในพระไตรปิฎก หมวดมหาสติปัฏฐาน  ๒๑ บรรพ
(ฐาน) โดยมีแนวทางปฏิบัติได้ทั้ง สมถและวิปัสสนา ซึ่งอธิบายตาม หลักสติปัฏฐาน ๔ หมวดใหญ่ที่ประกอบด้วยกาย เวทนา จิต และธรรม อย่างละเอียดไว้ถึง ๒๑ บรรพ หรือ ฐาน ดังนี้



            ๑.  กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

            การเจริญสติตั้งมั่น พิจารณาเห็นกายในกาย และพิจารณาเนืองๆ ซึ่งกาย คือการกำหนดให้ เห็นรูปธรรมนั้น มีทั้งหมด ๑๔ บรรพ ได้แก่


          บรรพที่ ๑ อานาปานสติ  

ในบรรพนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจออกย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว  เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น  แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง  หายใจออกย่อมสำเนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้าย่อมสำเนียกว่า เราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดังนี้

   ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง    พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง  พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้างย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก   

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  

ถ้าหากเจริญอานาปานสติให้มาก ย่อมมีอานิสงส์มาก ซึ่งจากพุทธพจน์นี้ ผลที่จะได้จากการปฏิบัติเรียงตามลำดับมีดังนี้
   ผู้ที่เจริญ อานาปานสติ, แล้วทำให้มาก ย่อมบำเพ็ญ สติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ได้ 
   ผู้ที่เจริญ สติปัฏฐาน ๔, แล้วทำให้มาก ย่อมบำเพ็ญ โพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้
   ผู้ที่เจริญ โพชฌงค์ ๗, แล้วทำให้มาก ย่อมบำเพ็ญ วิชชาและวิมุตติ ให้บริบูรณ์ได้

   บรรพที่ ๒ อิริยาบถ ๔ (เดิน ยืน นั่ง นอน)
บางครั้งก็เรียกว่า อิริยาบถใหญ่ โดยที่เมื่อเดินก็รู้ชัดว่าเราเดิน  เมื่อยืนก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่งก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน และตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ

บรรพที่ ๓ สัมปชัญญะ ๗ (อิริยาบถย่อย)
การทำความรู้สึกตัวในอิริยาบถย่อยต่างๆ โดยสักแต่ว่าอิริยาบถนั้นๆ เช่น    
๑)   ก้าวไปข้างหน้า และถอยไปข้างหลัง
๒)   แลไปข้างหน้า เหลียวไปข้างซ้าย เหลียวไปข้างขวา
๓)   คู้แขนเข้า เหยียดแขนออก
๔)   กิริยาที่นุ่งผ้า ห่มผ้า และใช้เครื่องใช้สอยอื่นๆ
๕)   การเคี้ยว การกิน การดื่ม
๖)   การถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ
๗)   อาการเดิน ยืน นั่ง นอน จะหลับ เวลาที่ตื่นขึ้น การพูด การนั่ง

บรรพที่ ๔ ปฏิกูลสัญญา
การปฏิบัติในอาการ ๓๒ โดยพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดต่างๆ ที่อยู่ในกายนี้ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้เล็กอาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร

บรรพที่ ๕ ธาตุ ๔ (ดิน น้ำ ไฟ และลม)
การปฏิบัติโดยพิจารณาเห็นกายนี้ ซึ่งตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่ามีอยู่ในกายนี้

        บรรพที่ ๖ อสุภะ (ที่ตายได้เพียง ๑, ๒, ๓ วัน)
การปฏิบัติโดยพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ที่ขึ้นพอง มีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด เพื่อน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ และพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

            บรรพที่ ๗ อสุภะ ที่สัตว์กำลังกัดกินอยู่
            บรรพที่ ๘ อสุภะ ที่เป็นกระดูก ยังมีเลือดเนื้อติดอยู่
            บรรพที่ ๙ อสุภะ ที่ปราศจากเนื้อ มีแต่เส้นเอ็นยึดให้คงรูปอยู่
            บรรพที่ ๑๐ อสุภะ ที่เหลือแต่โครงกระดูก ซึ่งยังคงเป็นรูปร่างอยู่
            บรรพที่ ๑๑ อสุภะ ที่กระดูกเป็นท่อนๆ เช่น ท่อนแขน ท่อนขา กระจัด กระจายอยู่
            บรรพที่ ๑๒ อสุภะ ที่เก่ามาก จนกระดูกเป็นสีขาวเหมือนสังข์
            บรรพที่ ๑๓ อสุภะ ที่ตากลมตากฝนมาตั้ง ๓ ปีแล้ว เหลือแต่กระดูกเป็นชิ้นๆ กระจัดกระจาย
            บรรพที่ ๑๔ อสุภะ ที่กระดูกผุป่น ไม่เป็นรูปเป็นร่าง จนเป็นผงแล้ว

            อานาปานสติ ในบรรพที่ ๑ เจริญได้ทั้งสมถกัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน  ถ้ากำหนดพิจารณาลมหายใจเข้าลมหายใจ
ออก โดยถือเอาบัญญัติคือลมเป็นที่ตั้งแห่งการเพ่ง เพื่อให้ได้ฌานก็เป็นสมถกัมมัฏฐาน แต่ถ้ากำหนดพิจารณาความร้อนเย็นของลมหาย
ใจ ที่กระทบริมฝีปากบนหรือที่ปลายจมูก เพื่อให้เห็นรูปธรรม ตลอดจนไตรลักษณ์ ก็เป็นวิปัสสนากัมมัฏฐาน, บรรพที่ ๒ - อิริยาบถ ๔, บรรพที่ ๓ - สัมปชัญญะ ๗ และบรรพที่ ๕ - ธาตุ ใช้ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแต่อย่างเดียว จะเพ่งให้เกิดฌานจิต หรือ สมถกัมมัฏฐาน ไม่ได้  ส่วนบรรพที่ ๔ ปฏิกูลสัญญาและบรรพที่ ๖ ถึง ๑๔ อสุภะ รวม ๑๐ บรรพนี้ ใช้ในการเจริญสมถกัมมัฏฐาน แต่อย่างเดียวเท่านั้น

            ๒.  เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

บรรพที่ ๑๕  เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน 
การเจริญสติตั้งมั่น พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่เนืองๆ เช่น เมื่อเราเสวยสุขเวทนาอยู่ก็รู้ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนา  เวทนาขันธ์ทั้งหมด  ๙ อย่างได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา สุขเวทนาที่เจือด้วยอามิส  ทุกขเวทนาที่เจือด้วยอามิส อุเบกขาที่เจือด้วยอามิส สุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิส ทุกขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิส อุเบกขาเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิส สุขเวทนาที่เกิดขึ้นด้วยสมถกัมมัฏฐาน หรือวิปัสสนากัมมัฏฐานก็ดี  ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากสภาพแห่งสังขารก็ดี และอุเบกขาเวทนาซึ่งเกิดมีความสงบจากอารมณ์ของสมถะหรือวิปัสสนาก็ดี จัดว่าเป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิส   
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้ง ๙ นี้ใช้ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแต่อย่างเดียว จะเพ่งเวทนาโดยความเป็นอารมณ์ของ สมถกัมมัฏฐาน  เพื่อให้เกิดฌานจิตนั้นไม่ได้  การตามพิจารณาเวทนาก็เพื่อให้รู้เห็นประจักษ์ชัดว่าทุกข์สุขที่กำลังเกิดอยู่นั้น เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีรูปร่างสัณฐานที่ให้เห็นได้ด้วยนัยน์ตา เป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่รูป แต่เรียกว่า นาม คือนามเจตสิก  เวทนานี้ไม่ใช่เราและเราก็ไม่ใช่เวทนา ต่อเมื่อมีเหตุมีปัจจัยเวทนาก็เกิดขึ้นปรากฏขึ้น จะห้ามไม่ให้เกิดก็ห้ามไม่ได้ ครั้นหมดเหตุ  หมดปัจจัยแล้วเวทนาก็ดับไปเอง ไม่ดำรงคงอยู่ตลอดไป  ความรู้ในเวทนาดังกล่าวนี้เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน อันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งมีความสามารถประหารสักกายทิฏฐิได้  ความจริงเวทนานี้ก็เกิดอยู่เสมอทุกขณะไม่มีว่างเว้นเลย ชนทั้งหลายก็รู้สึกทุกข์หรือสุขอยู่ แต่ไปยึดถือว่าเราทุกข์เราสุข จึงไม่อาจที่จะละสักกายทิฏฐิได้เลย หากเป็นเช่นนี้ไม่เรียกว่าเวทนาเป็นอารมณ์ของสติปัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน

๓.  จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

บรรพที่ ๑๖ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การเจริญสติตั้งมั่นพิจารณาเห็นจิตในจิต และพิจารณาเนืองๆ ซึ่งจิต คือวิญญาณขันธ์ทั้งหมด ๑๖ ประเภทได้แก่
-สราค                 คือจิตที่           มีราคะ (โลภ)
-วีตราค               คือจิตที่           ไม่มีราคะ
-สโทส                คือจิตที่           มีโทสะ (โกรธ)
-วีตโทส               คือจิตที่           ไม่มีโทสะ
-สโมห                คือจิตที่           มีโมหะ (หลง)
-วีตโมห              คือจิตที่           ไม่มีโมหะ
-สงฺขิตฺต              คือจิตที่           มีถีนมิทธะ (ง่วงเหงา หาวนอน)
-วิกฺขิตฺต              คือจิตที           ฟุ้งซ่าน
-มหคฺคต             คือจิตที่           เป็นรูปาวจร อรูปาวจร (จิตชั้นรูปพรหม และอรูปพรหม)
-อมหคฺคต           คือจิตที่           ไม่ใช่รูปาวจร อรูปาวจร(หมายถึง กามาวจร)
-สอุตฺตร              คือจิตที่           เป็นกามาวจร
-อนุตฺตร              คือจิตที่           ไม่ใช่โลกุตตร(หมายถึง รูปาวจร และอรูปาวจร)
-สมาหิต              คือจิตที่           เป็นสมาธิ
-อสมาหิต           คือจิตที่           ไม่เป็นสมาธิ
-วิมุตฺติ                คือจิตที่           ประหารกิเลส พ้นกิเลส
-อวิมุตฺติ              คือจิตที่           ไม่ได้ประหารกิเลส ไม่พ้นกิเลส
จิตทั้ง ๑๖ นี้ ใช้เป็นอารมณ์แห่งสติปัฏฐานในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน  การกำหนดพิจารณาจิตเหล่านี้ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ก็เพื่อให้รู้เท่าทันว่าจิตที่กำลังเกิดอยู่ นั้นเป็นจิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง จิตฟุ้งซ่าน หรือเป็นจิตชนิดใด  เมื่อรู้ประจักษ์ชัดเช่นนี้ก็ทำให้เกิด ความรู้ต่อไปว่า ที่โลภ ที่โกรธ ที่หลงนั้น เป็นอาการของจิต หาใช่ว่าเราโลภ เราโกรธ เราหลงไม่ เพราะจิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา และเราก็ไม่ใช่จิต จะห้ามไม่ให้จิตอย่างนั้นเกิด ให้เกิดแต่จิตอย่างนี้เถอะ ย่อมไม่ได้เลย
จิตย่อมเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยที่มาปรุงแต่ง เหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งจิตมีสภาพอย่างใด จิตก็มีอาการเป็นไปอย่างนั้น เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัย จิตก็ดับไป  จิตเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีรูปร่างตัวตน เห็นด้วยนัยน์ตาก็ไม่ได้ เป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่รูป แต่เป็นธรรมชาติที่เรียกว่า นาม คือนามจิต  ความรู้ในจิต ดังกล่าวนี้เรียกว่าเป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน อันเป็นอารมณ์ของ วิปัสสนากัมมัฏฐานซึ่งมีความสามารถที่จะละสักกายทิฏฐิ  คือความยึดถือว่าเป็นจิตเรา จิตเขานั้นเสียได้

๔.  ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

บรรพที่ ๑๗ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใน นิวรณ์ ๕ ได้แก่จิตที่มีกามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา โดยพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติที่ตั้งมั่นอยู่ว่าธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น

บรรพที่ ๑๘ คือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใน อุปาทานขันธ์ ๕  ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ โดยพิจารณาเห็นธรรมในธรรม เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง  พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อม ในธรรมบ้าง ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง  สติที่ตั้งมั่นอยู่ว่าธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้และอาศัยระลึกเท่านั้น

บรรพที่ ๑๙  คือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใน อายตนะ ๑๒  โดยพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออายตนะภายในและภายนอก ๖ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออายตนะภายในและภายนอก ๖ 

บรรพที่ ๒๐ คือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใน โพชฌงค์ ๗ ได้แก่สติ ธัมมวิจย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา โดยพิจารณาธรรมในธรรมคือ โพชฌงค์ ๗

บรรพที่ ๒๑ คือ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใน อริยสัจ ๔ ได้แก่ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ และ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรค) โดยพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือ อริยสัจ ๔
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานใช้ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียว เป็นการพิจารณาให้รู้ ให้เห็นทั้งรูปทั้งนาม จึงกล่าวได้ว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน และจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้ง ๓ นี้ ย่อมรวมลงได้ ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ทั้งสิ้น  

มหาสติปัฏฐาน ๒๑ บรรพ เป็นวิธีการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างละเอียด ซึ่งอยู่ใน หมวดของหลัก สติปัฏฐาน ๔ 
ทาง กาย เวทนา จิต และธรรม

ภาคปริยัติ(ทฤษฎี) - พื้นฐานหลักธรรม


         ส่วนประกอบของชีวิตตามแนวพระพุทธศาสนาได้แก่ กายและใจ(จิต) หรือ รูปกับนาม ทั้ง ๒ ส่วน มีธรรมชาติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป(มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตั้งอยู่ได้ไม่นาน และไม่ใช่ตัวตนบุคคลหรือบังคับบัญชาตามใจได้) ที่เรียกว่า พระไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา)  ชีวิตถ้าอธิบายให้ละเอียดขึ้น ประกอบด้วยรูป ๑ ส่วน และนาม ๔ ส่วนที่เรียกว่า
         ขันธ์ ๕ ดังนี้
๑.    รูป คือร่างกาย อวัยวะ อิริยาบถต่าง ๆ และรูปธรรม(รูปปรมัตถ์) ของร่างกายที่มีทั้งหมด ๒๘ รูป ตาม
คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖ รูปปรมัตถ์
๒.    เวทนา คือการเสวยอารมณ์ของจิต ๓ ประเภท เช่น สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ (อุเบกขา) 
๓.    สัญญา คือความจำได้หมายรู้ หรือความทรงจำเก่าๆ ที่ถูกบันทึกเก็บไว้ในจิต
๔.    สังขาร คือสภาวธรรมที่ปรุงแต่งอารมณ์ของจิตไปสู่การเกิดเวทนา และอารมณ์อื่นๆ
๕.    วิญญาณ คืออารมณ์ของจิตภายใน(อายตนะภายใน ๖ ) ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ตัวอย่างของขันธ์ ๕ เช่น ขณะได้ยินเสียงสุนัขเห่า - รูป คือคลื่นเสียง, เวทนา คือได้ยินแล้วรู้สึกกลัว(ทุกขเวทนา), สัญญา คือจำได้ว่าเป็นเสียงสุนัข, สังขาร คือคิดปรุงแต่งว่าสุนัขจะเดินเข้ามากัด, และวิญญาณ คืออารมณ์ภายในของจิต ที่ได้ยินเสียงเห่า (โสตวิญญาณ)
            ชาวตะวันตกแม้ว่าจะไม่ได้ยอมรับว่าชีวิตหรือร่างกายประกอบด้วย กายและใจ หรือ รูปกับนาม เพียงแต่ยอมรับว่า นาม, ใจ หรือจิต เป็นเพียงการทำงานหรือส่วนหนึ่งของสมองเท่านั้น ซึ่งยอมรับแต่ในด้านรูปธรรม ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าถึงและอธิบายเรื่องจิตได้ลึกซึ้งเท่ากับของพุทธศาสนา  แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และนักควอนตัมฟิสิกส์ได้ค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ ที่สอดคล้องและเชื่อม โยงไปสู่คำสอนของพุทธศาสนาในเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นแก่นแท้ที่สำคัญที่สุดของชีวิต ถ้าหากเข้าใจและพัฒนาจิตจนเกิดปัญญาแล้ว จะสามารถดับทุกข์ และได้รับความสุขที่แท้จริงอย่างยั่งยืน

พุทธศาสนาสอนว่าจิตสามารถเก็บบันทึกความชำนาญ ความรู้ นิสัย อารมณ์ บุญ บาป และความทรงจำไว้ในส่วนที่เรียกว่า ชวนะจิต ซึ่งทำงานเหมือนคลังเก็บของทั้งดีและไม่ดี  สำหรับสิ่งที่ไม่ดีหรือบาปอกุศลในจิต ที่ทำให้มนุษย์มีความทุกข์นั้น เกิดมาจาก

กิเลส ๓ ประเภทดังนี้
๑.    ความหลง(โมหะ) คือหัวหน้าใหญ่และเป็นต้นเหตุให้เกิด จิตโลภะ และจิตโทสะ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลา ที่บุคคลเกิดโมหะหรือขาดสติสัมปชัญญะเช่น อวิชชา ความไม่รู้ ขาดปัญญา คิดฟุ้งซ่าน ขาดสติ เหม่อลอย ดื้อรั้น ขาดเหตุผล เอาอารมณ์ตนเป็นใหญ่ ไม่เชื่อฟังผู้อื่น สงสัย รังเร ไม่กล้าตัดสินใจ ขาดความเชื่อมั่น เป็นต้น  ขณะเกิดโมหะ สิ่งที่จะเกิดเช่น ขาดสติไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ คิดฟุ้งซ่าน นอนไม่หลับ อ่านหนังสือได้ช้า ฟังไม่เข้าใจ ใจลอย คุยไม่ค่อยรู้เรื่อง จับประเด็นสนทนาไม่ได้ ขาดความมั่นใจ หรือไม่กล้าแสดงออก เป็นต้น 

๒.    ความโกรธ(โทสะ) ประเภทของโทสะได้แก่ ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ความไม่พอใจ โกรธ โมโห หงุดหงิด ขี้บ่น แค้น พยาบาท ไม่ได้ดั่งใจ รำคาญใจ ความกังวลใจ ความกลัว เป็นต้น  ขณะเกิดโทสะ ร่างกายจะมีลักษณะปรากฎเช่น แน่นหน้าอก อึดอัด ถูกบีบรัด กลั้นลมหายใจ เกร็ง ใจสั่น ตัวสั่น มือสั่น หน้าร้อน ตัวร้อน หัวใจเต้นเร็ว หรือ หน้าแดง เครียด ดุดัน เป็นต้น

๓.    ความโลภ(โลภะ) คือความอยากได้ อยากมี อยากเป็นทางโลก และหลงติดสุข ในการเสพอารมณ์ (ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)  แต่ถ้าอยากปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อลดโลภ โกรธ หลง เรียกว่า ฉันทะ ไม่ใช่โลภะ เพราะอยากทำในสิ่งที่ดีเป็นกุศล
ในขณะเกิดโลภะ จะปรากฎลักษณะเช่น ชอบใจ ดีใจ ยินดี พอใจ รู้สึกคล้ายยางเหนียว เนิบนาบ เกาะติด และระลึกรู้ได้ยากกว่าโทสะ เพราะอารมณ์โลภะมีความละเอียดอ่อน และหลบซ่อนได้ดีกว่าโทสะ


เมื่อกิเลสเกิดขึ้นแล้ว มนุษย์จะแสดงออกตามพฤติกรรมของกิเลส ๓ ประเภทดังนี้
๑.      ทางกาย หรือการกระทำเช่น ฆ่าทำลายชีวิตผู้อื่น แย่งสามีผู้อื่น มีชู้กับคนที่มีครอบครัว ขโมยเอาของผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ไม่รู้จักช่วยเหลือ ขี้เหนียว ตระหนี่ ไม่แบ่งปันให้ผู้อื่น ทำโดยหวังผลตอบแทน ดื่มสุรา เบียร์ ของมึนเมา ตบตีทำร้ายร่างกาย ปาสิ่งของ ทำลายของเสียหาย เป็นต้น
๒.      ทางวาจา หรือคำพูดเช่น พูดประชดกระทบผู้อื่น พูดตามอารมณ์ พูดตามความต้องการอยาก พูดโดยขาดเหตุผล พูดให้ร้ายผู้อื่น พูดยุยงส่อเสียด พูดโกหก พูดเพ้อเจ้อไร้สาระแก่นสาร พูดดีใส่ตนชั่วให้ผู้อื่น ดุด่า พูดทะเลาะกับผู้อื่น พูดหยาบคาย เป็นต้น
๓.    ทางใจ หรือความคิดเช่น จมหมกมุ่นอยู่ในเรื่องเก่าๆ คิดอะไรไม่ออก วนเวียนจมอยู่กับความคิด ชอบแก่งแย่ง อิจฉาริษยา มีทุกข์ในใจในเรื่องเก่าๆ หลับยากเพราะฟุ้งซ่าน โกรธ หงุดหงิด ไม่พอใจ เครียด แค้น วิตกกังวล ชีวิตไม่มีความสุขแม้จะมีเงินทอง มีปัญหาครอบครัว กลุ้มใจ เป็นต้น

อริยสัจ ๔

พุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกันหมดเพราะมีขันธ์ ๕(รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) หรือ รูป ๑ นาม ๔ ซึ่งทุกอย่างตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป  มนุษย์ทุกคนมีความทุกข์ทางใจ ไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นการไม่ประมาท ควรหาวิธีบรรเทาล่วงหน้า มิฉะนั้นปัญหาอาจจะสะสมมากขึ้น ยากต่อการแก้ไขจนก่อเกิด ความทุกข์ที่รุนแรง จึงควรป้องกันรักษาโรคทางใจเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกาย ยังแข็งแรงอยู่ จะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและปฏิบัติ ตามคำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ เพื่อดับทุกข์ในขันธ์ ๕ ดังจะอธิบายต่อไปนี้


               ๑.     ทุกขอริยสัจ

ทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ในขันธ์ ๕(รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ย่อลงมาในแนวปฏิบัติ เหลือเพียง รูปและนาม หรือ กายและใจ ซึ่งทุกข์มี ๔ ประเภทดังนี้ 
๑)  ทุกขเวทนา คือการทนได้ยาก ลำบาก เดือดร้อน เพราะได้ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบ เป็นความทุกข์ที่เกิดจากการเสวยอารมณ์ ทางกายและทางใจ
                    ๒)  ทุกขสภาวะ คือสภาวธรรม ๓ อย่างคือ ที่ไม่เที่ยง ต้องเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง), รูปนามไม่คงทนอยู่ได้ ต้องเสื่อมสลายแตกดับไป(ทุกขัง) และไม่มีตัวตน หรือไม่อยู่ในอำนาจที่จะบังคับบัญชาได้ โดยต้องเป็นไปตามธรรมชาติของรูปนามเท่านั้น(อนัตตา)  ทุกขสภาวะอีกเรื่องคือ การเปลี่ยนแปลงของชีวิต ที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครหนีพ้น มีการเสื่อมไปในอวัยวะของทุกคน ได้แก่ การเกิด แก่ เจ็บป่วย และตาย 
๓)  ทุกขลักษณะ คือการมีสภาพเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมเรียกว่าไตรลักษณ์ ซึ่งมีความหมายเหมือนกับทุกขสภาวะ  บุคคลจะรู้แจ้งในทุกขสภาวะและทุกขลักษณะ ได้ด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนได้บรรลุวิปัสสนาญาณ ๑๖ 
๔)  ทุกขอริยสัจ คือความทุกข์ที่ละเอียดลึกซึ้งโดยไม่ใช่เป็นเพียงอารมณ์ทุกขเวทนาเท่านั้น แต่ยังรวมถึง สุขเวทนา (อารมณ์สุข) และอุเบกขาเวทนา (อารมณ์เฉยๆ) ด้วย ซึ่งเป็นทุกข์ เพราะทุกรูปนามตกอยู่ในกฏไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา หรือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป) ของรูปนาม, ร่างกาย หรือขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทุกขอริยสัจนี้พระอริยะเห็นแจ้ง ได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจนเข้าถึง อารมณ์พระนิพพาน และได้บรรลุถึงโลกุตตรปัญญาของจิต

ความทุกข์ต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นที่จิตใจ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้มีโอกาสศึกษา ไม่สนใจและยังละเลย ความรู้เรื่องของจิต เพราะการศึกษายุคปัจจุบัน มุ่งเน้นแต่วิชาการภายนอก ในการทำมาหากิน จึงมีเพียงส่วนน้อยที่สนใจ หรือมีโอกาสศึกษาเรื่องของจิต ซึ่งมีค่ามาก และเป็นแก่นแท้สำคัญที่สุด แม้ว่าคนที่มีการศึกษาดี มีความร่ำรวย มีการงานดี มีครอบครัวดี หรือมีเงินทองของใช้สมบูรณ์ก็ตาม ก็ยังต้องประสบกับความทุกข์ทางกายและใจ ไม่มากก็น้อย ซึ่งปัญหาเรื่องทุกข์นั้นหลีกเลี่ยงได้ยาก


๒.    สมุทัยอริยสัจ

ต้นเหตุให้เกิดความทุกข์(สมุทัย)ได้แก่ ตัณหาของความอยากต่างๆ ทั้งที่ชอบใจ(โลภะ) และไม่ชอบใจ(โทสะ) ที่เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน(การยึดมั่นในอารมณ์) ก่อเกิดภพชาติใหม่ หรือการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ตัณหามี ๓, ๖, และ ๑๐๘ ประเภท แต่สำหรับแนวทางเพื่อการปฏิบัติวิปัสสนา ตัณหาสำคัญที่ควรรู้ได้แก่ ตัณหาที่เกิดทางทวาร ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)


๓.     นิโรธอริยสัจ

เป้าหมายของการดับทุกข์(นิโรธ) คือความสุขและการบรรเทาทุกข์ทางใจ(ตัณหาทางทวารทั้ง ๖) ให้เบาบางลงจนกว่าจะหมดสิ้นไปเพื่อมุ่งหน้าสู่ความสุขสูงสุดคือการบรรลุพระนิพพาน(การดับของรูปนามหรือชีวิต โดยไม่กลับมาเกิดในภพภูมิอีก)  ดังนั้นการศึกษาเรื่องความสุขจะเป็นประโยชน์เพราะทำให้เกิดความสุขมากกว่าที่เคยมีมา ซึ่งหลายคนมักจะไม่เข้าใจว่าอะไรคือความสุขที่แท้จริงและเพื่อจะได้เข้าใจถึงระดับของความสุข ๓ ระดับ จากน้อยไปหามากดังนี้


๑)  กามสุข คือความสุขจากการเสพทางทวารทั้ง ๖(ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจว่ามีแต่กามสุขและแสวงหาแต่กามสุขเช่น มีการศึกษาดี มีงานดี มีธุรกิจของตัวเอง มีครอบครัวดี มีเงินทอง มีบ้าน มีรถ มีของ กินอาหารอร่อยๆ ไปเที่ยวต่างประเทศ มียศ มีเกียรติ มีหน้าตาในสังคม เป็นต้น  ระยะเวลาของการได้รับกามสุขจะสั้นและไม่เกิดขึ้นนานหรือถาวร ซึ่งกามสุขไม่ใช่ความสุขสูงสุดอย่างเดียวสำหรับมนุษย์  เนื่องจากความสุขจะต้องเกิดขึ้นที่ใจและวิธีที่ทำให้ใจมีความสุขนั้นจึงมีความสำคัญมากที่สุด 


๒)  สมาธิสุข สำหรับบุคคล ๒ ประเภทได้แก่ ความสุขสงบของมนุษย์ปุถุชนจากการปฏิบัติ สมถกัมมัฏฐาน จนได้ถึงขั้นรูปฌาน ๔, อรูปฌาน ๔ หรือฌานสมาบัติ  และความสุขสงบของอริยบุคคล จากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนเข้าถึง ผลสมาบัติ(สำหรับพระโสดาบันขึ้นไป) หรือเข้าถึงนิโรธสมาบัติ(สำหรับพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ ที่ปฏิบัติได้ถึงสมาบัติ ๘) สมาธิสุขที่เกิดขึ้นในจิตใจเป็นอารมณ์ที่สงบเย็น ละเอียดอ่อน นุ่มนวล ลึกซึ้ง และเกิดขึ้นได้ยาวนานมากกว่ากามสุขที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะสั้นๆ คนรวยหรือคนมียศตำแหน่งสูง หากไม่เคยปฏิบัติถึงสมาธิสุข ย่อมได้รับแต่กามสุข ที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นเพียงชั่วขณะ ไม่ยาวนาน หายไปได้รวดเร็ว และไม่สงบเย็นลึกซึ้งเท่ากับสมาธิสุข ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรวย มีความรู้มาก หรือไม่ว่าชนชั้นในระดับใด ก็สามารถปฏิบัติถึง สมาธิสุขได้เท่าเทียมกัน


๓)  นิพพานสุข คือโลกุตตรสุขที่ได้เข้าถึงอารมณ์พระนิพพานจากการเจริญสติปัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยจะได้รับความสุขบริบูรณ์เมื่อได้เข้าถึงอารมณ์พระนิพพานครบ ๔ ครั้งจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะจะไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิอีก ซึ่งเป็นการพ้นทุกข์ถาวรในขันธ์ ๕ การเข้าถึง อารมณ์พระนิพพาน แม้เพียงครั้งเดียว ก็นับว่ามีความสุขสงบมากกว่าบุคคลที่ไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ว่าจะมีตำแหน่ง ยศ ฐานะ หรือความร่ำรวยเท่าใดก็ตาม

นิพพานคือเป้าหมายที่เป็นความสุขสูงสุดของผู้ปฏิบัติ เพราะทำให้หลุดพ้นออกจากการเวียนว่าย ตายเกิดจากทุกขเวทนาและทุกขอริยสัจของชีวิต  นิพพานเป็นเส้นทางที่ประเสริฐสุดของ
ทางไปเกิด ๗ สาย ที่มนุษย์จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ตราบใดที่ยังมีกิเลสอยู่ดังนี้

(๑)    นรก ๔๕๗ ขุม สำหรับผู้ที่ตายไปพร้อมกับจิตโทสะ

(๒)    เปรต ๒๑ พวก และอสุรกาย ๑๐ พวก สำหรับผู้ที่ตายไปพร้อมกับจิตโลภะ

(๓)    สัตว์เดรัจฉาน ๔ ประเภท สำหรับผู้ที่ตายไปพร้อมกับจิตโมหะ

(๔)      มนุษย์ สำหรับผู้ที่รักษาศีล ๕ และประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ซึ่งประกอบด้วย กายกรรม ๓ คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม, วจีกรรม ๔ คือไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ และมโนกรรม ๓ คือไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา หรือไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

(๕)      สวรรค์ ๖ ชั้น สำหรับผู้ที่กระทำมหากุศล ๘ นอกเหนือจากรักษาศีล ๕ และทำสิ่งที่เป็นกุศล(ความดีต่างๆ) เช่น การทอดกฐิน ถวายผ้าป่า ถวายทาน การฟังธรรม เป็นต้น

(๖)      พรหม ๒๐ ชั้น สำหรับผู้ที่ตายไปพร้อมกับจิตที่เป็นสมาธิจากการเจริญ สมถกัมมัฏฐาน เข้าสู่ความสงบของจิต ๔๐ วิธี หรือผู้ที่เจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุพระอนาคามี

(๗)      นิพพาน สำหรับผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานผ่านวิปัสสนาญาณ ๑๖ ครบ ๔ ครั้ง ทำให้หมดกิเลส(โลภ โกรธ และ หลง) เมื่อจุติจิต(ตาย)แล้ว จะไม่มีปฏิสนธิจิต(เกิด)อีก และไม่ต้องกลับมาเกิด ในวัฏฏสงสารที่มีถึง ๓๑ ภพภูมิอีกต่อไป


๔.     มัคคอริยสัจ

ข้อปฏิบัติเพื่อบรรเทาและลดความทุกข์ทางใจเพื่อเข้าสู่ความสุขระดับสูงกว่ากามสุขสำหรับพุทธศาสนิกชน มีดังนี้


๑)  หลักสำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป ตามหลักคำสอนสำคัญ ๓ ประเภทคือ การทำดี, ไม่ทำชั่ว และชำระจิตให้ผ่องใส เพื่อพัฒนาจิตใจ, บรรเทาทุกข์(โลภ โกรธ หลง) และเพิ่มความสุข


                      (๑)  ทำดี ได้แก่ การทำทานที่เป็นการให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน เช่น ปัจจัยทาน (เงิน) ทานด้วยสิ่งของ ทานด้วยแรงงาน สังฆทาน และธรรมทาน เพื่อให้คนอื่นพ้นทุกข์ ซึ่งจัดเป็นสุดยอดทาน


                      (๒)  ไม่ทำชั่ว ได้แก่ การรักษาศีล เพื่อควบคุมทาง กาย วาจา และใจ ตามหลักของ ปริสุทธิศีล ๔ ประเภท คือ


ก.  ปาฏิโมกขศีล  ได้แก่ ศีล ๕, ๘, ๑๐, ๒๒๗ ของพระสงฆ์

ข.  อินทรีสังวรศีล ได้แก่ การสำรวมระมัดระวัง จิตใจอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

ค.  อาชีวปริสุทธิศีล ได้แก่ การสำรวมในอาชีพที่ดี ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ การค้ามนุษย์ การขายอาวุธ ขายเหล้า ขายยาเสพติดของมึนเมา ขายอุปกรณ์ฆ่าสัตว์ เป็นต้น

ง.  ปัจจยสันนิสิตตศีล ได้แก่ การสำรวมในการใช้ข้าวของเครื่องใช้ ที่ซื้อมาหรือได้มา โดยรู้จักใช้อย่างมีค่า และมีความพอเพียงต่อของใช้ต่างๆ


                      (๓)  ชำระจิตให้ผ่องใส  ได้แก่ การปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตด้วยการภาวนา ๒ ประเภท


ก.  สมถภาวนา(สมถกัมมัฏฐาน) คือการตั้งใจปฏิบัติให้จิตสงบอยู่ในอารมณ์ที่บริกรรมและเพ่งอยู่ เพื่อข่ม โลภะ โทสะ และโมหะ ไว้ชั่วขณะที่ยังมีสมาธิอยู่  วิธีนี้ไม่ใช่การประหารกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ที่ยั่งยืนถาวร    


ข.  วิปัสสนาภาวนา(วิปัสสนากัมมัฏฐาน หรือสติปัฏฐาน) คือการปฏิบัติโดยเจริญสติรู้เท่าทันอารมณ์ เพื่อให้เห็นพระไตรลักษณ์หรือการเกิดดับของรูปนาม จนทำให้จิตเกิดปัญญา ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และไม่หลงติดอยู่กับ อารมณ์หรือกิเลส ซึ่งทำให้ประหาร โลภ โกรธ หลง ได้อย่างยั่งยืนถาวร


๒)  หลักสำหรับนักปฏิบัติ(โยคี)


หลักสำคัญสำหรับนักปฏิบัติ(พระสงฆ์และฆราวาส) ในการปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิต ให้ได้ถึง พระนิพพาน ได้แก่ หลักไตรสิกขา ที่ประกอบด้วย การรักษาศีล, การทำจิตให้มีสมาธิ และพัฒนาจิต ให้เกิดปัญญา หรือ ทางสายกลางของมรรคมีองค์ ๘ ด้วยการเจริญปัญญา ๓ ประเภท ดังนี้


(๑)  สุตมยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการอ่าน ดู ฟัง และถาม ซึ่งเป็นปัญญาพื้นฐาน เบื้องต้น หรือข้อมูลดิบ  ปัญญาขั้นนี้จัดว่าเป็น ปัญญาระดับความจำ(สัญญา)


(๒)  จินตามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากความนึกคิด ที่มาจากข้อมูลดิบเบื้องต้น ในความทรงจำ (สุตมยปัญญา) แล้วนำเอามาคิดพิจารณา นึกถึง คาดคะเน และวิเคราะห์ ความรู้ ที่ได้ร่ำเรียนจำมา โดยที่ยังไม่ใช่ปัญญาแท้จริงสำหรับลดละ โลภ โกรธ หลง จริงๆ ได้

(๓)  ภาวนามยปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการอบรมจิตด้วยการเจริญสติปัฏฐานหรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทำให้เกิด การไม่ยึดมั่นถือมั่น ในอารมณ์ใดๆ เพื่อการลดละ โลภ โกรธ หลง และตัดวัฏฏสงสารให้สั้นลง โดยมุ่งหน้าสู่จุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน

            ตัวอย่างของปัญญา ๓ ของอิริยาบถย่อยในชีวิตประจำวัน เรื่องการจัดการความโกรธเบื้องต้น ในกรณีที่ท่านไม่เคยมีความรู้ในเรื่องจิต หรือวิธีจัดการความโกรธ มาก่อน  ท่านต้องศึกษาจากการอ่านหนังสือ ฟัง หรือถามผู้รู้ เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องของจิต และวิธีจัดการ ความโกรธ  ปัญญาขั้นนี้เป็นการศึกษาในระดับทฤษฎี ก่อนการนำไปสู่การปฏิบัติจริงที่เรียกว่า สุตมยปัญญา
            เมื่อศึกษาเข้าใจจนจำได้ในเรื่องจิตหรือวิธีการจัดการความโกรธ  ต่อมาเมื่อมีเวลาว่าง พยายามนึกคิดถึงเรื่องที่ได้ศึกษามาก่อน เพียงแต่ยังไม่ได้เผชิญกับความโกรธในสถานการณ์จริง และยังไม่แน่ใจว่าจะจัดการได้จริงหรือเปล่า  ปัญญาที่เกิดในขณะที่นึกคิดนี้เรียกว่าจินตามยปัญญา 
            ปัญญาขั้นสูงสุดคือปัญญาที่เกิดจากการมีสติรู้เท่าทันอารมณ์โกรธ ซึ่งเกิดขึ้นจริง ในขณะนั้น โดยสามารถปล่อยวางในอารมณ์ ไม่ยึดติด ไม่หลงใหล หรือปรุงแต่งไปตามอารมณ์โกรธ จนทำให้ความโกรธเบาลงหรือหายไปที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา
  
            ตัวอย่างของปัญญา ๓ ในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้แก่
ขั้นที่ ๑ รู้ตามหลักปริยัติ คือจำวิธีปฏิบัติได้เรียกว่าสุตมยปัญญา ได้แก่วิปัสสนาญาณที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณ (อธิบายไว้ในวิปัสสนาญาณ ๑๖)
ขั้นที่ ๒ รู้รูปนาม คือสามารถแยกรูปแยกนามออกจากกันได้เช่น เสียงเป็นรูป รู้เป็นนาม รู้อย่างนี้ให้มากแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นในรูปนามหรืออารมณ์จะลดลง บางครั้งยังสามารถรู้เหตุรู้ผล ของรูปนามได้เช่น บางครั้งรูปเป็นเหตุ นามเป็นผล (มีเสียงก่อนแล้วจึงกำหนดรู้ตามทีหลัง), บางครั้งนามเป็นเหตุ รูปเป็นผล (รอหรือตั้งใจไปรอหาเสียง ก่อนเสียงเกิดขึ้นจริง) ต่อมาเมื่อปฏิบัติ ได้สูงขึ้นจนทำให้จิตเกิดปัญญารู้ว่า รูปนามเป็นของไม่เที่ยง, ทนอยู่ไม่ได้และบังคับบัญชาไม่ได้จริงๆ เรียกว่าจินตามยปัญญา คือวิปัสสนาญาณที่ ๒ (ปัจจยปริคหญาณ) และญาณที่ ๓ (สัมมสนญาณ)
ขั้นที่ ๓ รู้และเห็นทั้งความเกิดและความดับของรูปนาม รวมถึงทุกสรรพสิ่งจนหายสงสัย ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา ได้แก่การปฏิบัติวิปัสสนาจนได้ถึงวิปัสสนาญาณที่ ๔ (อุทยัพพยญาณ) แล้วทำต่อจนถึงญาณสุดท้ายที่ ๑๖  คือปัจจเวกขณญาณ

บุคคลที่มีศักยภาพทางปัญญา สามารถศึกษาจากตำราและปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ได้เองเพื่อลดละโมหะ โลภะ และโทสะ  แต่ถ้าปฏิบัติเองแล้ว ยังสู้กับกิเลสทั้ง ๓ ไม่ได้ การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานจึงเป็นหนทาง สำหรับฝึกฝนจิตเพื่อบรรเทาความโกรธ ทำให้จิตเกิดกุศล ไม่มีโทษภัยใดๆ และเป็นประโยชน์เหมาะแก่ทุกเพศวัย ด้วยการฝึกการกำหนดในขณะอิริยาบถย่อย เดินจงกรม และนั่งสมาธิ เพื่อให้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ในการลดละกิเลส ๓
วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาขั้นสูงสุดของพุทธศาสนา ซึ่งสอนว่า ธุระสำคัญของการศึกษาพุทธศาสนามี ๒ อย่างคือคันถะธุระ(ศึกษาจากตำรา) และวิปัสสนาธุระ(ฝึกปฏิบัติที่จิต) ฉะนั้นการอ่านตำราอย่างเดียวโดยไม่ได้นำไปปฏิบัติที่จิต จะเป็นเพียงแค่ความจำ ที่เป็นกุศล ซึ่งไม่สามารถสร้างจิตให้เกิดปัญญาขั้นสูงสุดได้ แต่ถ้าได้ฝึกวิปัสสนาอย่างต่อเนื่องกับ วิปัสสนาจารย์ที่มีประสบการณ์ แม้ไม่มีพื้นฐานความรู้ทางธรรมะ ย่อมเข้าถึงปัญญาสูงสุดได้ในไม่ช้า 

กัมมัฏฐาน ๒ ประเภท

การปฏิบัติธรรมที่ใช้ในพระไตรปิฎกได้แก่คำว่าภาวนา หรือ กัมมัฏฐาน(ภาษาบาลี) ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในคัมภีร์รุ่นหลัง
(ชั้นอรรถกถา) โดยทั้ง ๒ คำมีความหมายเดียวกันคือเป็นที่ตั้งแห่ง การงานทางใจ และเป็นการกระทำเพื่อฝึกฝนตนเพื่อให้ได้บรรลุฌาน มรรค ผล และนิพพาน  

ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตจะใช้คำว่า“กรรมฐาน” ในการเจริญกัมมัฏฐานของพระพุทธศาสนามี ๒ วิธี คือ สมถและวิปัสสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญธรรม ๒ ประการนี้เพื่อสลัดความไม่ประมาท และเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ธรรม ๒ อย่างนั้นได้แก่ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑”


๑.  สมถกัมมัฏฐาน

กัมมัฏฐานแบบสมถคือการฝึกสติให้ตั้งมั่นในอารมณ์เดียวเพื่อให้จิตสงบเป็นสมาธิโดยมีวิธีฝึก๔๐ แบบ  อานิสงส์หรือผลของสมถได้แก่การบรรลุถึงอภิญญา(ความสามารถพิเศษของจิต) และทำให้ได้ ฌานสมาบัติ  แม้การฝึกสมาธิจะทำให้เกิดความสงบของจิตและได้บุญกุศลก็ตาม  แต่การฝึกจิต ให้มีสมาธิอย่างเดียวนั้นไม่ได้ทำให้โมหะ โลภะ โทสะ ลดลงได้ เพียงแต่ข่มไว้ชั่วคราวในขณะที่จิต ยังมีสมาธิอยู่เท่านั้น  เมื่อจิตคลายออกจากสมาธิแล้ว กิเลส ๓ จะกลับมีเท่าเดิม  แต่การฝึก สมถกัมมัฏฐานนั้นมีประโยชน์เพราะสามารถนำเอาไปเป็นฐาน เพื่อยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไป


๒.    วิปัสสนากัมมัฏฐาน

กัมมัฏฐานวิธีนี้พระพุทธองค์ทรงเน้นสอนและสรรเสริญมากที่สุด ซึ่งทำได้ด้วยการเจริญสติตั้งมั่น ในการกำหนดรูปนาม โดยมีอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางใจ เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์(อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) จนจิตเกิดปัญญา และมีอานิสงส์ให้บรรลุถึงมรรค ผล และนิพพาน
           พระพุทธองค์ทรงเทศน์สอนเรื่องการปฏิบัติทั้ง ๒ แบบ(สมถและวิปัสสนา)  วิธีปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมเรียกว่า“สติปัฏฐาน”  ในพระไตรปิฎกเรียกการเจริญสติปัฏฐานให้มาก อย่างต่อเนื่องนี้ว่า “วิปัสสนาภาวนา” โดยต่อมา อาจารย์รุ่นหลังนิยมใช้คำว่า “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ซึ่งทั้ง ๓ คำ มีความหมายและวิธีปฏิบัติเหมือนกันคือ เป็นการเจริญสติปัฏฐาน จนทำให้จิตเกิดปัญญาที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา”


วิปัสสนากัมมัฏฐาน ๒ ประเภท

๑.     สมถยานิกะ
โยคีผู้ปฏิบัติด้วยการฝึกจิตจนได้สมาธิถึงระดับลึก (ฌาน) ให้ได้ก่อนแล้วใช้สมาธิเป็นบาทฐาน เพื่อเจริญวิปัสสนาต่อจนได้เข้าสู่อารมณ์พระนิพพาน เรียกว่า พวกเจโตวิมุตติ หรือ ฌานลาภีบุคคล       

๒.    วิปัสสนายานิกะ   
          โยคีผู้ปฏิบัติที่ไม่ได้ฝึกจิตจนได้สมาธิในระดับลึก (ฌาน) ให้ได้ก่อน แต่ปฏิบัติเพียงแค่ขณิกสมาธิ (สมาธิเพียง ชั่วขณะ) ควบคู่ไปกับสติของวิปัสสนา โดยใช้รูปนามเป็นอารมณ์ เพื่อให้เห็น ไตรลักษณ์ ในการสร้างปัญญาจนเข้าถึงอารมณ์พระนิพพานเรียกว่า พวกปัญญาวิมุตติ หรือ สุกขวิปัสสก 
____________________


ปัญหาและอุปสรรค ที่มักจะเกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน


-คิดฟุ้งซ่าน  ควบคุมความคิดไม่ได้

-มีแต่นิ่งๆ มึนๆ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

       -เผลอวูบ / หลับบ่อย

       -เกิดอาการแน่น อึดอัด เครียด เหนื่อย เนื่องจากพองยุบหายไป จึงต้องเบ่งลมหายใจ เพื่อให้มีพองยุบ เพราะเข้าใจว่าต้องมีพองยุบตลอดเวลา ถึงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง

        -เข้าใจผิดว่า พองหนอคือการหายใจเข้า ยุบหนอคือหายใจออก จึงพยายามบังคับเบ่งลมหายใจ แทนที่จะกำหนดสติระลึกรู้ตามความเป็นจริง ของความรู้สึกในอาการพอง/ยุบ ซึ่งไม่ให้เกี่ยวข้องกับลมหายใจเข้าออก

         -ติดสภาวะอาการ ตัวโยก หมุน และสภาวะต่างๆ โดยที่ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

         -ติดในนิมิตภาพ หรือ นิมิตเสียงต่างๆ

         -เพ่ง จี้ บังคับ เกร็ง ตึง เน้นในขณะปฏิบัติ จนมากเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติ

        -สติ สมาธิ ปัญญา เหตุผล คิดเชิงบวก ไม่เกิดในระหว่างวัน ต่อ ตนเอง ครอบครัวที่บ้าน และอาชีพที่ทำงาน


        -ผู้ปฏิบัติจำนวนมาก เข็ดขยาด และกลัวต่อ วิปัสสนากัมมัฏฐาน  ถึงกับหนีเวลาเรียกมาปฏิบัติ


        -ติดในรูปแบบเดินจงกรม กับนั่งสมาธิในวัดเท่านั้น โดยไม่ได้นำเอา สติ / คิดเชิงบวก / คิดอย่างมีเหตุผล / กระทำสิ่งที่ดีที่ถูกได้จริงตามที่คิด / พูดแต่สิ่งที่ดีเชิงบวก และเมื่อปฏิบัติแล้วควรนำไปปฏิบัติ ใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย โดยทำทุกที่ให้เป็นวัด สามารถปฏิบัติธรรมได้ทุกที่ ทุกเวลา และไม่ติดในรูปแบบ หรือจะต้องปฏิบัติแต่ในวัดเท่านั้น


ปัญหาที่เกิดจากผู้สอน

-ผู้สอนขาดประสบการณ์ปฏิบัติ โดยเพียงสอนแต่รูปแบบการปฏิบัติ
      
-ประสบการณ์ ในการสอบอารมณ์ โดยสอนเกินกว่าประสบการณ์

-วิธีการอธิบาย ใน การกำหนดสติ

-ประสบการณ์การแก้ไขสภาวะธรรมให้กับผู้ปฏิบัติ

บางครั้งผู้สอนอาจสอนโดยให้ผู้ปฏิบัติเน้น นั่งสมาธินาน เกินความสามารถ จนเกิดเวทนาเป็นทุกข์ โดยที่ไม่ได้อธิบายให้เข้าใจในความสำคัญของการเผชิญเวทนา รวมถึงไม่ได้อธิบายวิธีการกำหนดสติให้เข้าใจ หรือ ผู้สอนขาดประสบการณ์ในการปรับแก้ สภาวะธรรม

หากผู้ปฏิบัติขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ ทำให้เข้าใจผิด เหมือนถูกบังคับให้ทำ จนเข็ดขยาด กลัว การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน  เช่น สอนเจริญวิปัสสนา ให้กับ ๑๐ ท่าน ถ้าสมมุติว่าปฏิบัติได้ซัก ๒ - ๓ ท่าน โดยไม่เครียดหรือเข้าใจผิด  ส่วนอีก ๗ - ๘ ท่าน เกิดอาการเข็ด อึดอัด เบื่อ เกิดเวทนา หรือมีความเข้าใจผิดในการปฏิบัติ เท่ากับ สร้างให้คนกลัวการปฏิบัติมากถึง ๗ - ๘ ท่าน ซึ่งจะไม่กลับมาฝึกอีก หนี กลัว และเข็ดการปฏิบัติไปเลย

ผลคือ เกิดผลเสีย มากกว่าผลดี ต่อวิปัสสนา มากกว่าสร้างศรัทธา โดยสรุปแล้วอาจเกิดผลเสียมากกว่า แม้ว่าความเป็นจริง คือแต่ละท่านมีบุญวาสนาไม่เท่าเทียมกัน และไม่สามารถสอนให้ทุกคนเกิดศรัทธาเท่ากันได้
ผู้สอนควรหาวิธีสอนที่เหมาะสมที่สุด โดยที่เน้นสร้างคุณภาพ และศรัทธา แก่นักปฏิบัติ ให้มากกว่าการเน้นปริมาณ รูปแบบ หรือ เวลา  นอกจากนั้น ผู้สอนควรจะมีการประเมินผลการปฏิบัติเป็นประจำ

วิปัสสนากัมมัฏฐาน สายวิปัสสนายานิกะ สามารถปฏิบัติได้ด้วยการใช้ สติกับขณิกสมาธิ คู่กันไป เมื่อปฏิบัติถูกต้องไปเรื่อยๆ สติและสมาธิจะค่อยๆ มากขึ้นตามลำดับ โดยที่สมาธิจะลึกขึ้นจาก ขณิกสมาธิ สู่ อุปจาระสมาธิ และถึงระดับ อัปปนาสมาธิ พร้อมๆ กับสติระลึกรู้ตลอดเส้นทางของวิปัสสนา

ในช่วงแรก ผู้ฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจำนวนมาก อาจจมติดในสมาธิ (อินทรีย์ของสมาธิมากเกิน) และสติอ่อน ซึ่งไม่ก่อเกิดผลดีต่อ การเจริญสติ หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนทำให้บางท่าน ไม่รู้จะปฏิบัติต่ออย่างไร เช่น มีแต่นิ่งๆ มึน ซึมเผลอหลับ ง่วงนอน นั่งแล้วมีแต่หลับ มึนศรีษะ ตึงศรีษะ แน่นอึดอัด เบื่อหน่าย เครียด หรือถึงกับ เข็ดขยาด กลัว มีความคิดเชิงลบ  และเข้าใจผิดต่อ วิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อใครชวนหรือเรียกมาปฏิบัติ จะปฏิเสธ เดินหนี และไม่ชอบการปฏิบัติไปเลย

แต่ถ้าได้ฝึกปฏิบัติถูกวิธีพร้อมกับมีวิปัสสนาจารย์ คอยแนะนำแล้ว ผู้ปฏิบัติจะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ จนทำให้เกิด ภาวนามยปัญญา

ฉะนั้นขอให้นักปฏิบัติทุกท่านจึงสังวรระวัง ในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน  หากปฏิบัติตามสำนักที่สอน ไม่ตรงตามพระไตรปิฎก หรือผู้สอนไม่มีประสบการณ์มาก่อน นักปฏิบัติอาจหลงผิดทาง หรือจมติดในสมาธิ โดยเฉพาะรูปแบบที่นั่งสมาธิ อย่างเดียวนานๆ และไม่ได้เน้นฝึก เรื่องการเจริญสติ ระลึกรู้ ซึ่งอาจมีผลทำให้ผู้ฝึกหลงติดใน สุขเวทนา นิมิต หรือสภาวะของปีติ ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติผิด เช่น หลงในนิมิตภาพ นิมิตเสียง หรือติดในอาการโยกต่างๆ โดยที่ผู้ฝึกยึดติดเองจนคลายไม่ออก หลงติดในความเชื่อผิดๆ และอาจหลง จนมีเพียงความเชื่อ

หากติดในนิมิตนานและมากเกินไป จนเกิดจิตหลอนแล้ว จะแก้ไขยากมาก หากไม่เชื่อฟังวิปัสสนาจารย์ แล้วไปปฏิบัติเอง จนเกิดโมหะ(หลง) และขาดสติระลึกรู้ ควบคุมอารมณ์ ผู้ปฏิบัติอาจเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จนเกิดวิกลจริต ขาดการควบคุม เกิดจิตหลอน เห็นเป็นนิมิตภาพ หรือเกิดนิมิตเสียง แม้ตอนลืมตา  นักปฏิบัติบางท่านติดแต่นั่งสมาธินานเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือนอนน้อยลง จนกระทั่ง แยกของจริงกับนิมิตของปลอมไม่ออก ในที่สุดอาจถูกส่งไปโรงพยาบาล ทำให้เสียหน้าที่การงานได้